Wanted [chapter 10]
ร่างเล็กยอมเดินตามร่างแกร่งมาแต่โดยดี
ไม่มีเสียงทักท้วงใดๆทั้งสิ้นตลอดระยะทาง
กระทั่งร่างแกร่งของตำรวจหนุ่มหยุดชะงักเมื่อเดินมาจนถึงห้องเยี่ยมผู้ต้องขัง…
“ถึงแล้วล่ะ..” ยูชอนหันมาบอกนักโทษร่างน้อยที่มัวแต่เดินเหม่อลอย ใบหน้าหวานเงยหน้าขึ้นสบมองด้วยแววตาอิดโรย
ราวกับจะบ่งบอกอะไรบางอย่างว่าเหนื่อยแสนเหนื่อยแต่ไม่ยอมปริปากพูดออกมา เห็นแล้วก็นึกสงสารจับใจ
“หิวข้าวหรือเปล่า...แล้วได้กินอะไรมาบ้างเหรอยัง
หืม”
“ย..ยังเลยครับ” มือเล็กสัมผัสท้องน้อยๆของตัวเองพลางลูบป้อยๆ
ด้วยความหิวโหย ใบหน้าหวานซีดเผือดอย่างเห็นได้ชัด จากผิวพรรณที่ดูผ่องใสนวลเนียนไร้ที่ติ
ในตอนนี้กลับมีรอยตำหนิทั้งยังผอมโซจนน่าเป็นห่วง
“เสร็จแล้ว...เดี๋ยวจะพาไปกินข้าวนะ...เอ่อ ในคุกนี่แหละ ไม่ได้ออกไปข้างนอกนะ
อย่าเพิ่งดีใจ” ยูชอนพูดแกมหยอก หวังว่าจะได้เห็นรอยยิ้มของคนตัวเล็กสักนิดก็ยังดี และก็ได้ผล
หากแต่เป็นรอยยิ้มแห้งๆไร้ชีวิตชีวาไม่ได้สดใสเช่นดอกไม้แรกแย้มที่คอยแต่งแต้มให้โลกใบนี้ดูสดใสดั่งที่ใจต้องการ...แต่ก็ยังดี
กว่าจุนซูไม่ยิ้มออกมาเลย....
มือใหญ่ผลักประตูที่ไม่ได้ล็อคให้เปิดออก
พร้อมเดินนำคนตัวเล็กเข้าไปข้างใน คนตัวเล็กจำต้องเดินตามอย่างเลี่ยงไม่ได้ หัวใจดวงน้อยๆกำลังเต้นไม่เป็นส่ำ...
หยาดเหงื่อเม็ดโตไหลซึมช่วงขมับด้วยความวิตก เขายังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับจำเลยของเขาในตอนนี้เลย
ภายในห้องสี่เหลี่ยมขนาดแคบ
มีเพียงโต๊ะยาวตั้งอยู่กลางห้องพร้อมแสงไฟสีเหลืองทองสลัวๆ นั้นแลดูน่ากลัวในความรู้สึกของจุนซู
ร่างเล็กเดินเข้าไปยังโต๊ะยาวทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า พร้อมหย่อนตัวลงนั่งตรงข้ามกับแม่เลี้ยงของเขา ความเงียบผสมกับความอึดอัดเริ่มก่อตัวขึ้นภายในห้องแคบ
ผู้ที่ตกเป็นจำเลยซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามลอบยิ้มร้ายในขณะที่จุนซูไม่ทันได้มอง แต่ยูชอนกำลังสังเกตเห็น...
“ฉันขอคุยกับจุนซูตามลำพังได้มั้ย?” หญิงสาววัยสี่สิบปลายๆเอ่ยขอยูชอน ขณะที่สายตากำลังจับจ้องไปที่จุนซูเพื่อสำรวจผลงาน พลางยิ้มเยาะในใจ
“ไม่ได้หรอกครับ...ยังไงเราก็ต้องยืนคุมจนกว่าจะหมดเวลาเยี่ยม” ยืนกรานที่จะไม่ไป เลยได้เห็นสายตาไม่พอใจของหญิงสาววัยกลางคน จนกระทั่งจุนซูต้องคอยส่งสายตามองมาที่ยูชอน
เป็นเชิงขอร้องให้ตนได้คุยกับผู้เป็นแม่เลี้ยงของเขาตามลำพัง
ยูชอนจึงยอมเดินออกไปแต่โดยดี
โดยไม่ลืมที่จะปิดประตูไว้ดั่งเดิม เมื่อภายในห้องเหลือเพียงแค่สองคน อึนยองจึงเป็นฝ่ายเริ่มต้นสนทนาก่อน
“เป็นยังไงบ้าง...ดูสิ
มาอยู่ไม่กี่วัน
ทำไมดูซีดเซียวแบบนี้
ฉันสงสารเธอนะ จุนซู” น้ำเสียงที่แลดูเป็นห่วงจับใจแต่ความรู้สึกนั้นหาไม่....ใช่สิ คิมอึนยอง กำลังสะใจเป็นบ้า
“นี่แหละเวรกรรม ทำอะไรกับใครไว้ ผลกรรมย่อมตามสนองในไม่ช้า
ซึ่งเธอกำลังเผชิญมันอยู่” ยังคงควบคุมน้ำเสียงให้แลดูเห็นใจคนฝั่งตรงข้าม แต่ประโยคนั้นแดกดันกระแทกเข้ากลางใจอีกคนจนรู้สึกเจ็บปวด
เจ็บปวดเพราะความจริง...เขาไม่ได้ทำอะไรผิด เหตุใด
เขาจะต้องมาทนรับกับเวรกรรมที่ตนไม่ได้เป็นคนก่อ
ฟ้ามีตา...แต่ไม่เคยมองมาที่เขาเลยใช่มั้ย?
“ผม...ไม่ได้ทำ” เสียงแหบพร่าดูไม่สู้ดีเอาเสียเลย ประโยคแก้ตัวที่ฟังดูไม่ขึ้น พูดให้ตายก็ไม่มีใครเชื่อ เขาควรสงสารตัวเองใช่มั้ย? หรือสมเพชตัวเองดีนะ...
“น่าเห็นใจนะ”
“แต่ฉันก็ช่วยอะไรเธอไม่ได้ เพราะหลักฐานมัดตัวซะขนาดนั้น”
“อีกอย่าง....เธอยังมีชีวิตอยู่ แต่ลูกชายของฉันเขาได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว ฮึ่กก...เธอจะให้ฉันเห็นใจใครดีล่ะ ฮึ” เค้นน้ำตาเพียงนิดก็ดูน่าสงสารขึ้นมาทันตาเห็น เรื่องเสแสร้งนี่เขาถนัดนัก...
จุนซูไม่พูดอะไร ได้แต่ก้มหน้าสะอื้นไห้อยู่เงียบๆ สู้อยู่ทรมานกายภายในห้องนรกนั่นยังไม่เจ็บปวดทรมานหัวใจเท่าตอนนี้เลย
“อ้อ!
รู้จักคิมแจจุงหรือเปล่า” ใบหน้าหวานเงยขึ้นมองฝั่งตรงข้ามด้วยแววตาตกใจ ชื่อนี้ไม่ได้จำจนขึ้นใจ หากแต่สมองก็ไม่เคยคิดจะลืมชื่อคนที่คอยแต่จะทำร้ายเขาได้เลย
“ท..ทำไมหรอครับ”
“ฉันรู้จักกับเขา” จู่ๆ ก็รู้สึกมีหินก้อนใหญ่กดทับลงมาที่หัวใจจนรู้สึกหนักอึ้งเหลือเกิน แล้วยังไงอีก..รู้สึกเหมือนจะมีอะไรมากกว่านั้น..ใช่หรือเปล่า
“ฉันฝากให้คิมแจจุงคอยอยู่ดูแลเธอในคุกนี้ยังไงล่ะ จะได้ไม่เหงา”
อึนยองเพ่งพินิจเสมองดูลูกเลี้ยงไม่รู้เบื่อ จากเด็กชายไร้เดียงสาผิวกายนวลผ่องสะอาดใส ในตอนนี้มันก็คือซากศพดีๆนี่เอง
“ดูแล...ดูแลด้วยการทำร้ายผมอย่างงั้นเหรอครับ
ฮึ่กก” หยดน้ำใสเริ่มครอรื้นที่สองขอบตา... นัยน์ตาเรียวเล็กแดงก่ำ
หยาดน้ำที่แทบกลั่นออกมาเป็นสายเลือด นั่นก็ไม่ได้ช่วยรู้สึกดีขึ้นสักนิด ร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่ายังบรรเทาอาการรวดร้าวในหัวใจไม่ได้เลย
“ทำร้ายเธอ อย่างงั้นเหรอ
หึ! ก็สมควรแล้วนี่ ก็บอกแล้วมันคือเวรกรรม เธอต้องชดใช้ นั่นมันไม่ถูกหรือไง” แววตาที่เต็มไปด้วยความสะใจเริ่มแทนที่แววตาแสนอ่อนโยนก่อนหน้านี้ จุนซูไม่ใช่คนโง่ ที่จะมองไม่เห็น...เพียงแค่รู้สึกตัวช้าไปว่ากำลังโดน
กลั่นแกล้งจากคนที่ไว้ใจ
“จนกว่าคุณจะสะใจ..เชิญลงโทษผมเสียให้พอเถอะครับ”
“หากกฎหมายจะทำร้ายคนที่ไม่ได้ทำผิด...นั่นก็แล้วแต่ความอยุติธรรมในชั้นศาลที่จะตัดสิน” จุนซูพูดตัดพ้อ
นั่นยิ่งทำให้อีกฝ่ายที่ได้ยินก็ถึงกับแสยะยิ้มอย่างเปิดเผย
“เธอกำลังกล่าวหาว่าศาลไร้ความยุติธรรมงั้นเหรอ..ชั้นฟ้องข้อหาดูหมิ่นได้นะ”
“เชิญครับ...ยังไงมันคงไม่หนักไปกว่าคดีฆ่าคนตายนักหรอก”
ร่างกาย หรือหัวใจ
ที่กำลังอ่อนล้า
สองสิ่งนี้กำลังทำงานอย่างหนักจนตัวเขาแทบแบกรับมันไว้ไม่ไหว เหนื่อย...เหนื่อยเหลือเกิน
เอี๊ยดด..
ยูชอนเปิดประตูเข้ามาขัดจังหวะ
ใบหน้าหวานเสหันไปมองด้วยความรู้สึกขอบคุณจากใจเพราะเขาทรมานที่จะต้องมานั่งเผชิญหน้ากับจำเลยของเขาเต็มทน คำสนทนาแสนสั้นแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจเกินจะทานทน
พอแล้ว...พอกันที
สิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้ ไม่มีใครที่เขาจะไว้เนื้อเชื่อใจได้อีก...
“หมดเวลาเยี่ยมแล้ว... ” นั่นแหละ คือคำที่เขาอยากได้ยินเหลือเกิน
“ไว้ว่างๆฉันจะมาเยี่ยมใหม่นะ... อ้อ! ลืมบอกไป
อาทิตย์หน้าเตรียมรอคำตัดสินของชั้นศาลด้วยล่ะ ไว้วันนั้นเราค่อยเจอกันดีกว่า” แอบลอบยิ้มเยาะในใจ แม้สีหน้าจะดูนิ่งเฉยก็ตาม
คุณนายคิมก้าวเดินออกไปจากห้องด้วยท่าทีดูสง่า แต่ภายในต่ำช้า มิอาจมีใครที่จะดูรู้
‘คีย์...ลูกต้องสะใจไม่แพ้แม่แน่ๆ อยากให้มาเห็นกับตาจังเลย หึหึ’ นั่นคือเสียงภายในใจของหญิงสาววัยกลางคน
จะเหลือแต่เพียงผู้เคราะห์ร้ายอย่าง
คิมจุนซู ที่จะต้องอยู่เผชิญกับความเจ็บปวดแบบไม่มีที่สิ้นสุด
“ฮึ่กก..ฮือออ...” ใบหน้าหวานฟุบลงกับโต๊ะ พร้อมเสียงร้องไห้ดังระงมภายในห้องแคบ
จนคนที่ฟังรู้สึกสะเทือนใจเหลือแสน
มือใหญ่ยกขึ้นจะแตะสัมผัสเพื่อปลอบประโลม แต่แล้วก็ต้องลดมือลง เพราะเคยเห็นเวลาที่เด็กๆร้องไห้ ผู้ใหญ่ยิ่งปลอบ เด็กน้อยก็ยิ่งได้ใจร้องไห้หนักเข้าไปอีก หากแต่มาคิดดูอีกทีจุนซูก็โตแล้ว
ที่สำคัญไม่ได้ร้องไห้งอแงเพราะเรื่องไร้สาระเหมือนเด็กๆ นี่มันเรื่องร้ายแรงเลยต่างหาก
“ไม่เป็นไรนะ” อยากจะโอบกอดเพื่อปลอบโยน แต่คงทำได้แค่เพียงวางมือบนบ่าน้อยพร้อมคำพูดสั้นๆที่รู้ทั้งรู้ว่ามันคงไม่ได้ช่วยให้คนตัวเล็กรู้สึกดีขึ้นหรอก
“ฮึ่กก...หากผมทำผิดจริง
ผมก็จะยอมตายเพื่อความยุติธรรมกับคนที่เสียชีวิตลงเพราะฝีมือของผม...แต่นี่..ฮือออ ผมไม่ได้ทำผิด
ผมควร ฮืออ ผมสมควรที่จะตายหรือเปล่า” ใบหน้าหวานแหงนขึ้นมองคนตรงหน้าอย่างใคร่หาคำตอบ ปรากฏคราบน้ำตาเลอะเต็มใบหน้า จุนซูรู้สึกปวดระบมที่ดวงตาเพราะผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก ร้องไปก็เท่านั้น
เขารู้..มันไม่ได้ช่วยอะไร...แต่น้ำตามันก็ไม่ยอมหยุดไหลเลยเมื่อหัวใจกำลังรู้สึกเจ็บ....
“ฉันเชื่อนายนะ จุนซู...ฉันเชื่อว่านายไม่ได้ทำ”
“สักวันฉันจะหาหลักฐานมาให้ได้ ฉันจะช่วยให้นายรอดพ้น เชื่อใจฉันเถอะนะจุนซู ฉันรู้ว่านายเป็นคนดี และฉัน...ก็พร้อมยินดีเสมอที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือคนดีอย่างนาย”
จุนซูรู้สึกใจชื้นขึ้นมาทันที
แต่แล้วเมื่อหวนนึกถึงในความเป็นจริง
ว่าจะมีตำรวจที่ไหนกัน
ที่กล้ายื่นมือมาช่วยเหลือนักโทษ
หรืออาจจะเป็นเพราะเขาหูฝาด
แววตาที่เต็มไปด้วยคำถามมากมายส่งผ่านให้ยูชอนรับรู้ มือใหญ่ทั้งสองข้างจึงค่อยๆประคองไหล่บางเพื่อให้คนตัวเล็กได้ยืนขึ้นมา
“เอาล่ะ..ที่นายได้ยินเมื่อครู่นี้
ฉันพูดจริง นายไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน ฉันก็ช่วยนายให้ออกจากคุกนี้ให้ได้ เพราะฉะนั้นตอนนี้สบายใจได้แล้วนะ ไปกันเถอะ!” มือใหญ่เปลี่ยนมาจับกระชับมือนุ่มนิ่มแทน พร้อมพาร่างบอบบางเดินออกมานอกห้อง แขนเล็กยกขึ้นปาดน้ำตาลวกๆ รู้สึกเต็มตื้นในอกจนอยากจะร้องไห้ออกมาด้วยความตื้นตันใจ
“ขอบคุณนะครับ” รอยยิ้มอ่อนๆ พร้อมคำขอบคุณจากปากของจุนซูที่กลั่นออกมาด้วยหัวใจนั้นทำให้ยูชอนรู้สึกดีมากเหลือเกิน
.
.
ที่ห้องของแจจุง...
ไม่รู้ต่อกี่ครั้งในระยะเวลาครึ่งค่อนวันที่เขาทั้งลุกทั้งนั่งด้วยความว้าวุ่นใจ เขาหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดแล้วสูบควันของมันลงไปในปอดไม่รู้จบ นึกว่ามันจะช่วยให้ผ่อนคลาย
แต่เปล่าเลย...สมองไม่เคยที่จะหยุดคิดเรื่องของ...เจ้าเด็กนั่นได้เลยสักวินาทีเดียว
“ตอนเด็กๆก็น่ารักอยู่ ทำไมตอนนี้ถึงได้ขี้เหร่นักนะ” ร่างแกร่งล้มตัวลงนอนไปกับเตียงขนาดเล็ก แม้กระทั่งอยู่เพียงแค่ลำพัง เขาก็ยังคงปากแข็งอยู่แบบนี้ร่ำไป...
อยากหาอะไรแก้เบื่อทำ..แต่ที่ระบายดันไม่อยู่ซะนี่
.
.
.
แสงสีเหลืองทองสุดท้ายของพระอาทิตย์ยามอัสดง
โผล่อยู่บนเส้นขอบฟ้าก่อนจะถูกความมืดของช่วงเวลาพลบค่ำครอบคลุมในที่สุด เป็นลางบอกว่าในเวลานี้
เขาควรที่จะกลับไปยังที่ของตนได้แล้ว
“ขอบคุณสำหรับวันนี้นะครับ วันว่างของคุณแท้ๆ
ยังมาเสียเวลากับคนอย่างผมอีก” ยูชอนเป็นคนที่รักษาสัญญาอย่างแท้จริง เขาพาตนไปกินข้าวและเดินเล่นในสถานที่แห่งนี้
ท่ามกลางสายตาของเหล่านักโทษที่มองมาราวกับกำลังสงสัยในความสัมพันธ์เชิงชู้สาวระหว่างตำรวจและนักโทษอย่างเขา จุนซูกังวลไม่น้อย แต่ยูชอนกลับบอกให้ตนไม่ต้องไปสน
เพราะเราคบกันแบบเพื่อนด้วยความบริสุทธิ์ใจ
หากยูชอนไม่พาเขาออกมาเปิดหูเปิดตา เขาคงไม่มีวันได้รู้เลยว่าจะมีสวนต้นไม้นานาพันธุ์ที่คอยให้ความร่มรื่นจนหัวใจรู้สึกสงบลง
และยังมีอีกหลายมุมมองที่เขาเพิ่งสัมผัสจากคนๆนี้ มันมากกว่าความอ่อนโยน
แต่มันคือความจริงใจที่เขาต้องการจากใครสักคนหนึ่ง
“ไม่เป็นไรหรอก ฉันเต็มใจ
กลับห้องได้แล้วนะ
ก่อนที่จะมืดค่ำไปมากกว่านี้”
“ไม่กลับไปห้องนั้นแล้วล่ะ ผมจะขอย้ายมานอนที่เรือนจำแทนน่ะครับ คืนนี้เลย”
“ตามใจนะ เดี๋ยวจะพาไปส่งแล้วกัน” จู่ๆหัวใจแกร่งกลับรู้สึกโล่งอย่างแปลกประหลาด เมื่อจุนซูไม่ยอมกลับไปนอนพักที่ห้องของแจจุง
.
.
.
ในที่สุด
ค่ำคืนนี้เขาก็ได้นอนอุดอู้อยู่ภายในเรือนจำท่ามกลางฝูงเดนสังคมนับไม่ถ้วน จะว่าไปห้องของแจจุงนั้นสบายกว่ามากโข
เพราะเกิดมายังไม่เคยนอนที่พื้นแบบนี้เลย
จะมีแค่เพียงผ้าปูนอนและหมอนเพียงหนึ่งใบเท่านั้นที่อยู่ข้างกาย
ยูชอนได้พาเขามาที่นี่ ใจก็กลัวว่าจะมีใครมารังแกเขาอีก
แต่นับว่าโชคดีที่เหตุการณ์ร้ายๆไม่ได้เกิดขึ้นกับเขาเลย ในตอนนี้เขาได้กลายเป็นอากาศธาตุในสายตาของทุกคนไปแล้วสินะ...
ขอบคุณจริงๆ
คุณยูชอน อาจจะเพราะเป็นคุณ ที่ทำให้ไม่มีใครกล้ารังแกผม...
มี
‘เพื่อน’ เป็นตำรวจ มันก็ดีแบบนี้นี่เอง
“จ๊ะเอ๋! หนุ่มน้อย วันนี้ลมอะไรหอบนายมาที่นี่กัน”
ร่างเล็กสะดุ้งสุดตัวเมื่อจู่ๆกลับมีใครบางคนเอ่ยทักขึ้นพร้อมเกยคางที่ไหล่เขา
“โอ๊ะ! น..นาย”
จุนซูปลายตามองอย่างหวาดหวั่น
ปรากฎใบหน้าของหนึ่งในห้านักโทษในวันนั้นเต็มสองตา
ร่างเล็กรีบลุกขึ้นนั่งด้วยอารามตกใจ มือน้อยคว้าหมอนขึ้นมากอดไว้แน่นด้วยความหวาดกลัว ไม่นานนัก ก็ปรากฏร่างของนักโทษอีกเก้าคนยืนล้อมอยู่รอบที่นอนเขา ไม่ว่าคืนไหนๆ
เขาก็คงไม่รอดพ้นจากอันตรายเลยใช่มั้ย?
“โอ๋ๆๆ เด็กน้อย อย่ากลัวพวกเราเลย แค่มาทักทายน่ะ เสียดายนะ
สำหรับวันแรกของเพื่อนใหม่ที่ได้ย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่...แต่วันนี้กลับเป็นวันสุดท้าย ที่พวกเราจะได้เจอกับนาย” อึนฮยอกเอ่ยด้วยสีหน้าที่ดูหงอยๆ
ซึ่งคนที่ฟังก็ดูจะไม่เข้าใจนัก
แต่ก็รู้สึกโล่งใจไม่น้อย เพราะคนพวกนี้ดูไม่มีพิษมีภัยอะไรเมื่อดูจากสีหน้าของแต่ละคนในการมาครั้งนี้
“ไปกับพวกเรามั้ย คืนนี้?” ใบหน้าสวยเข้มของนักโทษคนหนึ่งเอ่ยถามร่างเล็กที่นั่งเสียชิดริมฝาผนัง ทุกคนที่กำลังยืนอยู่ก็ได้ลดตัวลงนั่งล้อมรอบร่างเล็ก
บทสนทนาแผ่วเบาที่ดังแว่วคล้ายเสียงแมงหวี่จึงเริ่มต้นขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันที่ปกคลุมภายในห้องขัง
“ไปไหนหรอ?”
“แหกคุก” ซีวอนกล่าวเนือยๆ
ซึ่งจุนซูที่ได้ฟังก็รู้สึกตกใจไม่น้อย...พูดเหมือนง่าย แต่ดูสิ
ผู้คุมมากมายในตอนนี้กำลังเดินตรวจตราอยู่นอกห้องขังไม่ยอมหลับใหลไปง่ายๆ
ช่องว่างของซี่กรงขังก็สามารถมองทะลุผ่านเข้ามาส่องดูพฤติกรรมของนักโทษอย่างเราๆได้อย่างสบาย...ไม่ว่าจะขยับกายไปไหนก็อยู่ในสายตาของเหล่าผู้คุมตลอด
ไม่ขอเสี่ยงด้วยหรอก..
“พวกนาย...จะทำจริงๆหรอ ไม่กลัวเหรอไง
มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยนะ” จุนซูพูดแย้ง
พร้อมล้มตัวลงนอนอย่างเดิม ไม่ขอยุ่งเกี่ยว
“สามคำ...จะไปมั้ย?”
“ตามสบายเลย...ฉ...ฉันไม่ไปหรอก ข..ขอบคุณที่ชวนนะ” ร่างเล็กข่มตาให้หลับ สิ่งที่เขาจะทำต่อไปนี้ คือปิดหู ปิดตา ไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น
“อืม..ตามใจ งั้นลาก่อนนะ”
“อ้อ!..วันนี้ฉันเห็นยัยนั่นมาที่นี่...ได้ข่าวว่ามาเยี่ยมนายหรอ” ซีวอนเอ่ยถามเสียงเย็น
เมื่อนึกได้ว่าจุนซูอาจจะรู้จักคิมอึนยอง
แต่โกหกพวกเขา..ว่าไม่รู้จัก
“ก็...เอ่อ...คือ...” จุนซูหรี่ตาน้อยๆ เหลือบมองนักโทษทั้งสิบคนด้วยความหวาดหวั่นเขารู้สึกกระอักกระอ่วนจนพูดไม่ออก...
“ยัยงูพิษนั่นน่ะ
อย่าได้อยู่ใกล้มันเชียว...เพราะมันจะฉกเราเวลาเผลอ ง่ายๆ..อย่ารู้จักกับยัยป้านั่นจะดีที่สุด”
“ถ้าได้รู้จักมันแล้ว..นั่นแหละ คือสิ่งที่เราพลาด”
“ไปก่อนนะ...หากนายไม่ไป
พวกเราต้องขอโทษด้วย” ดงเฮคว้าผ้าผืนบางอาบยาสลบขึ้นมาประกบปิดระหว่างปากและจมูกของร่างน้อย
ที่กำลังดิ้นพร่านตารีตาเหลือกด้วยความตกใจ
มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ไม่ทันได้ตั้งตัว...ก่อนทุกสิ่งทุกอย่างจะดับวูบ มืดมิดเมื่อเปลือกตาบางค่อยๆปิดลงช้าๆ มือน้อยที่คอยขัดขืนก็ค่อยๆลดลงวางขนาบข้างลำตัวก่อนที่จะหมดสติไป
ร่างแกร่งของดงเฮค่อยๆจัดระเบียบให้กายบางได้นอนสบายบนผ้าปูดั่งเดิม...ทำเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“หลับฝันดีนะหนุ่มน้อย...ไปกันเหอะ!” สิ้นเสียงนั้น
ภายในห้องก็เงียบงันเหมือนเดิม
ทิ้งไว้แต่ร่างน้อยที่หลับพริ้มอยู่เพราะฤทธิ์ยาสลบ
.
.
.
.
.
.
ที่โกดังร้าง
ร่างสูงโปร่งของมาเฟียหนุ่มยืนหันหลังให้กับความหลังที่เต็มไปด้วยความคับแค้นใจกับเรื่องราวในอดีต สมองประมวลภาพเรื่องราวต่างๆเมื่อวันวาน เขายังคงหยุดคิดไม่ได้ เมื่อหนี้แค้น
ยังไม่ได้รับการชำระ...
อดีตที่ฝังลึกอยู่ในจิตใต้สำนึกยังคอยวนเวียนหลอกหลอนเขาจนถึงทุกวันนี้
เด็กน้อยแอบอยู่หลังประตู
ความจริงแล้วเขาจะมาชวนเพื่อนรักออกไปเล่นวิ่งไล่จับกันที่สนามเด็กเล่น แต่เหมือนเพื่อนของเขาในตอนนี้...กำลังมีปัญหา
“ไง...ครบกำหนดแล้วไม่ใช่หรอ...ไหนล่ะ เงิน”เขาว่าพลางวาดปลายกระบอกปืนไล้ตามคางของชายวัยกลางคนที่ในตอนนี้ได้นั่งทรุดลงกับพื้นเพราะโดนซ้อมเมื่อครู่
ร่องรอยฟกช้ำตามเนื้อตัวของผู้เป็นพ่อที่เมื่อยามเด็กน้อยเสมองดู หัวใจน้อยๆที่แข็งแกร่งกำลังอ่อนแอและเจ็บปวด...ทนไม่ได้ แต่ไม่รู้ว่าสองมือสองเท้าของเขาจะช่วยพ่อเขาได้อย่างไร ก็ได้แต่ยืนมองดู... น้ำตาตกใน
“หึ..ล้มละลายแล้วจะมาขอกู้เงิน แกก็รู้ว่าเงินกู้นอกระบบมันเป็นยังไง ให้เวลามาก็หลายเดือน ทำไมยังไม่มีมาใช้!”
“ที่พ่อกูล้มละลาย..ไม่ใช่เพราะมึงหรอกหรอ” ดวงตากร้าวจ้องมองไปยังร่างสูงของหนุ่มมาเฟียวัยยี่สิบอย่างไม่เกรงกลัว เขาทนไม่ไหวเลยเผลอตะคอกเสียงออกไป...
“ปากดีนักนะ สงสัยอยากจะตายก่อนพ่อมึงใช่มั้ย ฮึ!”
ปัง!!!!!!!!!!!...
เขาทนฟังต่อไปอีกไม่ไหว เสียงปืนลั่นเมื่อครู่เขาได้ยินเต็มสองหู
แต่สายตาไม่อาจมองภาพตรงหน้าได้อีกต่อไป...น้ำตารินไหลออกจากดวงตาคมที่ปิดกลั้นสนิท
ร่างกายเขากำลังสั่นเทาด้วยความกลัวปะปนไปด้วยความแค้นที่เพิ่งก่อตัวขึ้นในหัวใจ เขาพาร่างตัวเองวิ่งออกไปจากตรงนั้นโดยไว พยายามกลั้นเสียงสะอื้นไห้เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายจับได้
ฉันขอโทษ...ฉันขอโทษ ที่ไม่สามารถช่วยนายได้
ทั้งแค้นตัวเองทั้งแค้นไอ้คนที่มันฆ่าเพื่อนเขา
ที่สู้อุตส่าห์ดิ้นรนเอาชีวิตรอดมาถึงทุกวันนี้ได้เพียงเพราะต้องการล้างแค้นให้กับเพื่อนสนิท แต่มันยังไม่ถึงเวลาสักที เมื่อไหร่ล่ะ...เมื่อไหร่
มันคือซึงฮยอน...คนที่ยุนโฮกำลังหมายหัวไว้
ส่วนคนที่ไปสบายแล้วอย่างมึงอาจจะปลดความแค้นออกจากหัวใจไปนานแล้ว..แต่สำหรับกู...ไม่มีวัน จนกว่ามัน
จะตายตามมึงไป...แล้ววันนั้น
ก็คงจะเป็นวันที่กูได้ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว...แจจุง
เอี๊ยดด...
เพราะได้ยินเสียงเปิดประตู เขาจึงหันหน้ามาทางต้นเสียง ใบหน้าหล่อยกยิ้มขึ้นเมื่อเห็นใครมา...
“สวัสดีครับนายท่าน” ซีวอนกล่าวทักทายยุนโฮอย่างเจียมตัว
พร้อมกับทุกคนกำลังก้มหัวให้กับผู้เป็นนายด้วยความนับถือ...
“ในที่สุด..พวกนายก็หาโอกาสแหกคุกออกมาได้แล้วสินะ”
ยุนโฮพูดพลางเหยียดยิ้มน้อยๆ
ในท่าทีสุขุม เป็นผู้ใหญ่
ทำให้เหล่าลูกน้องทั้งสิบต่างเคารพและนับถือ
“คุณชางมินล่ะครับ” ดงเฮเอ่ยถามขึ้น...เมื่อไม่เห็นน้องชายคนสนิทของยุนโฮอยู่ที่นี่
“ชางมินน่ะเหรอ..เจ้านั่นบอกจะไปจัดการอะไรบางอย่าง
เอาเป็นว่า..คืนนี้พวกนายนอนอยู่ที่นี่ไปก่อน...สำหรับคืนนี้ ที่นี่ปลอดภัยที่สุด”
“ครับนายท่าน!”
เป้าหมายของยุนโฮคือซึงฮยอน...ส่วนเป้าหมายของนักโทษแหกคุกทั้งสิบ...คือคิมอึนยอง
นั่นก็กลายเป็นเป้าหมายเดียวกันอย่างไม่น่าเชื่อ...เพราะพวกมันก็คือพวกเดียวกัน
-
เที่ยงคืน -
แม้ไม่มีเสียงอะไรมารบกวนในเวลานอน..เสียงเคาะประตูก็ไม่มี เสียงตะโกนอยู่นอกห้องก็ไม่มี แต่ทำไมเขาถึงนอนไม่หลับ...
แล้วตัวต้นเหตุไปไหน...ต้นเหตุที่ทำให้เขายังคงลืมตาอยู่แบบนี้...ทั้งที่ไม่ใช่เรื่อง
“ป่านนี้คงเรียบร้อยไปแล้วมั้ง...หึ สม” แม้ริมฝีปากจะเหยียดยิ้มและพร่ำบอกสมน้ำหน้าอีกคนที่ป่านนี้ยังไม่มาเสียที..แต่เมื่อเขาได้มโนไปเองว่าในตอนนี้จุนซูอาจจะโดนรุมโทรมไม่ก็โดนทำร้าย ทั้งที่ไม่ควรจะสน แต่แปลกที่หัวใจรู้สึกห่วง...ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่ยักจะรู้สึก
หรืออาจจะเป็นเพราะ...จุนซู คือเด็กน้อยในวันนั้น
ถึงทำให้ความคิดเขาเปลี่ยนไปจากเดิม
จากที่อยากทำร้ายไปเรื่อยๆ ให้สาแก่ใจ
หากแต่ว่าตอนนี้เขาอยากที่จะหยุด...
“ทำไมยังไม่กลับห้องอีกนะ” ก่อนจะต่อประโยคในใจ..ว่าเป็นอะไรหรือเปล่า
ว่าแล้วก็รีบลงจากเตียงเล็กโดยไว..ก่อนจะเปิดประตูแล้วก้าวออกมานอกห้อง
สายตาคมเสมองข้างๆประตูที่ปกติจะมีผู้คุมประมาณสองนายนั่งเฝ้าอยู่ ไม่ได้หลับได้นอน..ทว่าในเวลานี้เพิ่งเที่ยงคืนกว่า ทำไมถึงพากันหลับใหลได้ง่ายๆ
แต่ดูแล้วเหมือนกำลังสลบอยู่เสียมากกว่า...อาจจะมีใครวางยา...แต่ก็ช่างเถอะ ไม่ใช่จุดประสงค์ที่เขาจะมาใคร่รู้ในเวลานี้เสียหน่อย
.
.
.
.
.
.
คล้ายจะฟื้นจากฤทธิ์ยาสลบ...ดวงตาเรียวเล็กทั้งสองข้างค่อยๆลืมขึ้น
มองเพดานที่เลือนรางเพราะยังคงเบลอและมึนงง
ร่างเล็กค่อยๆยันกายลุกขึ้นนั่งด้วยอาการงัวเงีย เสมองดูรอบข้างก็พบนักโทษต่างนอนสลบไสล
ดูเหมือนว่าไม่ตื่นขึ้นมาง่ายๆ...ผู้คุมข้างนอกก็ฟุบสลบคาโต๊ะ
และประตูห้องขังก็ยังเปิดอยู่...
เกิดอะไรขึ้น!..
“ไปก่อนนะ...หากนายไม่ไป
พวกเราต้องขอโทษด้วย” คำพูดสุดท้ายของนักโทษคนหนึ่งได้ผุดขึ้นมาในหัวสมอง จนต้องเรียบเรียงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ใหม่...เขากวาดตามองหาเหล่านักโทษทั้งสิบรอบห้องก็ไม่พบเห็น
หรือว่า...จะแหกคุกไปจริงๆ
อย่างที่พูดไว้
เพราะความอยากรู้ปนสงสัย ร่างเล็กจึงลุกขึ้นยืน พร้อมพาร่างของตัวเองก้าวพ้นออกมาจากประตู เดินมาเรื่อยๆจนกระทั่งออกมายืนอยู่หน้าเรือนจำในที่สุด
มันเงียบไปหมด...ทุกสิ่งทุกอย่างในตอนนี้เงียบงันเหลือเกิน ราวกับเขากำลังอยู่คนเดียวในคุกนี้
“ไม่มี...พวกนั้นหายไปไหนกันหมดแล้ว คงจะแหกคุกไปจริงๆแล้วสินะ”
ไม่มีใคร..ไม่มีเพื่อนเลยสักคน..ในตอนนี้เขากำลังอยู่ตัวคนเดียว...จริงสิ
ยังคงเหลือสิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่กับเขาตลอด...ว่าแล้วก็จัดการล้วงกระเป๋งกางเกง แล้วหยิบของสิ่งนั้นขึ้นมา...
แน่นอนว่ามันก็คือเศษหญ้าเก่าๆแห้งเฉาไม่มีค่าอะไร
จวนจะขาดอยู่แล้วด้วย แถมยังใส่ไม่ได้อีกต่างหาก เพราะมันไม่พอดีกับข้อมือเขาแล้ว
รีบกลับมาถักเส้นใหม่ที่พอดีกับข้อมือเขาเสียทีเถอะ...รู้มั้ย ว่าฉันใส่สร้อยข้อมือเส้นนี้ไม่ได้แล้ว ขนาดข้อมือในวัยเด็กกับในตอนนี้มันต่างกัน...
ร่างบางยืนนิ่งงัน พร้อมปลายตามองเศษหญ้าในฝ่ามือเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่เปลือกตาบางจะค่อยๆปิดลงช้าๆ.... จะเห็นเด็กชายลึกลับในวันนั้นได้
คงจะเป็นเพียงแค่ความฝัน และในห้วงของความคิด
ความมืดมิดที่เมื่อยามหลับตามักจะปรากฏภาพของคนๆนั้นเสมอ
โปรดกลับมาเป็นแสงสว่างให้กับฉันเสียที ท้องฟ้าในโลกของฉันมันมีแต่ความมืดมิด ไร้ซึ่งแสงสว่างจากจากนายซึ่งเปรียบเหมือนดวงอาทิตย์ของฉัน แล้วสรรพสิ่งเช่นเขาจะสามารถดำรงชีวิตต่อไปในโลกที่ตัวสร้างขึ้นได้อย่างไร..เมื่อขาดนายไป
โลกที่สมองได้มโนภาพขึ้นไว้กลางอากาศ..มันคงถูกสายลมพัดผ่านจนปลิวไปไกลเสียแล้ว ดอกไม้อย่างเขาในตอนนี้...กำลังเหมือนเศษหญ้าในฝ่ามือไม่มีผิด
แห้งเฉา...และห่อเหี่ยว..
หากฉันได้ลืมตาขึ้นมาแล้วเห็นนายยืนอยู่ตรงหน้าฉันก็คงจะดี
และแน่นอนว่าในตอนนี้เขาได้ลืมตาขึ้นมา...ภาพของนายที่ฉันเห็นเมื่อยามหลับตามันก็จางหายไป....
แล้วทำไมทุกครั้งที่ลืมตา น้ำตามันต้องไหล...ไม่เข้าใจเลยจริงๆ...
จุนซูค่อยๆ หันหลังเพื่อที่จะเดินกลับเข้าไปในเรือนจำ ร่างน้อยสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ เมื่อเห็นใครอีกคนเดินเข้ามาจนใกล้เขาในที่สุด
คนที่อยากพบ...กลับไม่เจอ..คนที่ไม่อยากเจอ...กลับต้องมาเผชิญกันซึ่งๆหน้าแบบนี้
“ทำไมยังไม่กลับห้อง”
“ไม่เกี่ยวกับนาย...” ฉันเบื่อ..ที่จะต้องไปทนอยู่ให้นายทำร้ายร่างกายและจิตใจ
ขืนฝืนทนอยู่ที่ห้องนั้นกับนายเพียงแค่สองคน
รังแต่จะทำให้ตัวเองเจ็บปวดทรมานเสียเปล่าๆ เหตุผลแค่นี้ นายยังไม่รู้อีกเหรอ คิมแจจุง
“ทีแบบนี้ไม่กลัว...นายควรจะกลับห้องได้แล้ว” มือใหญ่คว้ามือเล็กเข้ามากอบกุมพร้อมออกแรงดึงเพียงนิด ร่างน้อยก็เซไปข้างหน้าตามแรงที่เยอะกว่า
เมื่อจุนซูรั้งไม่ยอมให้แจจุงบังคับตนเช่นนี้
เมื่อเห็นว่าร่างข้างหลังไม่ยอมขยับตามแรงดึง ร่างแกร่งจึงต้องออกแรงกระชาก แม้ใจจะไม่อยากทำเลยก็ตาม...แต่เขาก็ไม่ชอบให้ใครมาดื้อใส่แบบนี้
สักครั้งหนึ่ง...เคยอ่อนโยนกับเขาบ้างมั้ย ทำไมถึงต้องคอยกระทำรุนแรงแบบนี้ได้อยู่เรื่อย..ไม่เบื่อบ้างหรือไง
รู้มั้ย? ว่าเขานั้นเบื่อแสนเบื่อ ขีดจำกัดของมนุษย์มันมีที่สิ้นสุด หากแต่เขานั้นเกินขีดสุดแล้ว...ไม่ทนอีกต่อไป
“ฉันจะอยู่ที่เรือนจำ...เพราะฉะนั้นนายควรปล่อยฉันได้แล้ว ขอร้องเถอะแจจุง ฉันเหนื่อยแล้ว...หยุดทำร้ายกันเสียที”
“แค่จะให้ไปนอน..เลิกพูดมากสักทีได้มั้ย รำคาณ”
“ให้ไปนอนหรอ..หึ
จะให้ฉันไปทนรองรับอารมณ์ป่าเถื่อนของนายทั้งวันทั้งคืน ฉันเป็นคน
ไม่ใช่ตุ๊กตายาง
พูดแบบนี้แล้วนายเข้าใจมั้ย
ว่าฉันเบื่อ
ฉันเหนื่อยกับคนอย่างนาย! ”
“แล้วถ้ารำคาณก็ไม่ต้องมายุ่ง! ฮึ่กก…ปล่อย!” จุนซูระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างอดกลั้น
น้ำเสียงแหบหวานลั่นออกมาด้วยหัวใจที่รู้สึกอัดอั้นทนเก็บมานาน น้ำตาที่อุตส่าห์สะกดกั้นมาเสียนาน บัดนี้มันไหลอาบนวลแก้มอย่างห้ามไม่อยู่ แจจุงเห็นดังนั้น
ก็ได้แต่ยืนนิ่งจ้องมองไปยังดวงตาคู่สวยที่สั่นระริกด้วยความรู้สึกสับสน
น้ำตาของคิมจุนซูในตอนนี้ส่งผลให้หัวใจเขาอ่อนไหวเหมือนครั้งนั้นไม่มีผิด เพียงแต่เขาเพิ่งรู้สึก
ที่สำคัญ...เขาก็ไม่เข้าใจว่าจะพาตัวเองให้ออกมาตามหาคนๆนี้ทำไมกัน
“ทำมาบอกว่าจะย้ายมาอยู่ที่นี่ หรือนัดชู้ไว้กันแน่ หึ...
แผนสูงนะ” ปากมันไวก่อนหัวใจจะสั่งการเสียอีก...ก็นั่นแหละ พูดดีไป
ก็ไม่เห็นจะเชื่อกันเลยสักนิด
ว่าเขาตั้งใจที่จะตามเจ้าตัวไปนอนก็แค่นั้น...ไม่ได้อยากทำร้ายเลย
“ถ้าใช่แล้วจะทำไม
ฉันเบื่อที่จะทนอุดอู้อยู่แต่ในห้องนั้น...กับนาย!”
แจจุงกระชากคนตัวเล็กเข้ามาใกล้ด้วยโทสะที่ล้นเหลือ จนปลายจมูกโด่งเป็นสันชนเข้ากับแก้มนวลอย่างแรง พร้อมริมฝีปากร้ายตรงเข้าบดขยี้เรียวปากอิ่มแรงๆแล้วถอนออกมา
สบมองอีกฝ่ายด้วยแววตานิ่งเฉย
แต่หัวใจของอีกฝ่ายกลับไม่นิ่งเฉยเสียแล้ว
ชีพจรการเต้นของหัวใจเริ่มทำงานไม่เป็นปกติ
เขารู้สึกเกลียดตัวเองอย่างที่ไม่เคยเป็น
กับการกระทำเช่นนี้ที่เขาเกลียดนัก
เกลียดหนา...เหตุใด
หัวใจกลับเลี่ยงที่จะปฏิเสธไม่ได้เสียแล้ว...ว่ากำลังหวั่นไหว
อย่าทำเป็นก้ำกึ่งแบบนี้ อย่าทำเหมือนกับว่า...กำลังเป็นห่วงเขา ถึงได้ออกมาตามหา...อย่าเลย...อย่าทำเหมือนว่ากำลังตบหัวแล้วลูบหลัง
อย่าทำเหมือนกับเขาเป็นเพียงสิ่งของเหลือใช้..และไร้ค่า ที่จะหยิบขึ้นมาย่ำยี เมื่อไหร่ก็ได้ และได้โปรด
อย่าทำให้หัวใจเขา...สับสนไปมากกว่านี้เลย
ฉันเกลียดนาย...คำๆนี้คงพูดได้เพียงในใจ
เพื่อเรียกคืนสติให้เขาได้อยู่กับความรู้สึกที่แท้จริง...รู้สึกเกลียด...จนอยากขากเสลดแล้วถ่มใส่หน้า....
โกหกล้วนๆ...โกหกตัวเอง...
คำโกหกที่คอยป้อนใส่สมอง...แต่หัวใจกลับแน่นิ่ง ไม่ยอมสั่งการ
“อยากเปลี่ยนบรรยากาศก็ไม่บอก ข้างนอกก็ได้นะ แต่อย่าครางเสียงดังแล้วกัน”
ถ้านายทนฉันไม่ไหว....แล้วฉันจะให้นายทนต่อไป
จะมีปัญหาอะไรมั้ย คิมจุนซู...
*โดนแน่ๆ คิมจุนซู หึหึ* เสียงในใจของไรท์เตอร์
อั๊ยยะ รอตอนต่อไปอยู่นะ นึกขี้นได้ว่าอ่านตอนนี้ในเด็กดีมาแล้ว
ตอบลบก็ว่าทไมตอนอ่าน มันคุ้นๆ 5555
อันยอง....^-^
ตอบลบตามเข้ามาหาที่รัก..รื้อฟื้นความหลังคร้้งเก่าก่อน...
เอาละเว๊ย..เฮียจำเจ้าตัวเล็กได้แล้ว...แต่..
เจ้าตัวเล็กกลับจำไม่ได้..
เฮียแจ..ทั้งห่วงและหวงล่ะซิ...
ไงก็เบาๆหน่อยนะ..นอกสถานที่อุปกรณ์มันไม่พร้อมน่ะ
แต่ก็แอบลุ้น..ว่ามะไหร่เฮียถึงจะยอมบอก...
ฮ่าๆ เเอบฮาเเจจัง ปากไม่ตรงกับใจเสียจริงๆ เล้ย พ่อคนนี้
ตอบลบที่เเท้ก็เเอบห่วงน้องละน้า ฮ่าๆ น่ารักจริง ><
คุณตำรวจปาร์คยูชอน อ๊ายๆ หลงรักผู้ชายคนนี้ คนดี๊ คนดี
เเต่ตอนนี้อยากจิทึ้งคุณเเม่เลี้ยงจังเลยนะ ชีน่าหมั่นไส้มากก
เเล้วซีวอน...ดูเหมือนจะเเค้นพี่เเจมากเลยนะ...?
สุดท้าย...เอ่อ พี่เเจคะ ถ้าจะทำอะไรน้องตรงนี้มันคงไม่เหมาะสมม๊าง
ไปในห้องเถ๊อ สบายกว่ากันเยอะ ฮ่า
อัยย๊ะ
ตอบลบคิมแจจุงเป็นห่วงน้องอ่ะ
แต่ปากนี่ก็ยังร้ายเหมือนเดิมเลยนะ=3=
เงิบบ..อีตอนท้ายคืออะไรฮะไรเตอร์ = = (โดนแน่ๆคิมจุนซู- -)
ตอบลบเอาเถอะๆ! ขอแค่พี่แจ(เรียกว่าพี่ครั้งแรกในเรื่อง= =)รู้เรื่องราวแล้วก็โอเคละ
จากนั้นจะทำอะไรก็...เอ่อ..เพราๆหน่อยนะ =___________=(ไม่ได้ห่วงจุนซูเลยใช่มั้ยY_Y)
*เพลาๆ = = #วิ่งเข้ามาแก้คำผิด
ลบ