Wanted [chapter 9]
“ง่วงนอนจัง” ร่างน้อยบิดขี้เกียจด้วยความเมื่อยล้าก่อนจะล้มตัวลงนอนซุกตักอุ่นๆของเด็กชายข้างๆ มือน้อยเอื้อมจะปลุกคนบนตักให้ตื่น แต่คิดดูอีกทีเดี๋ยวเจ้าตัวเล็กจะตื่นขึ้นมาแล้วหงุดหงิดใส่..เห็นทีคงต้องปล่อยให้เจ้าตัวเล็กหลับสบายบนตัก โดยที่เขาจะไม่กวนอีก...
ใบหน้าหล่อก้มลงมองเด็กน้อยที่หลับพริ้มทั้งยังอมยิ้มน้อยๆเหมือนเจ้าตัวกำลังหลับฝันดี
ไม่อยากเชื่อว่าใบหน้าที่สดใสในเวลานี้จะมีเรื่องทุกข์ใจอะไรมาก่อนหน้านั้น ถึงขนาดคิดสั้นที่จะฆ่าตัวตาย...โชคดีที่เขาผ่านมาเห็นเข้า ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่มีวันได้รู้เลย...ว่าจะมีเด็กน้อยที่แสนน่ารักอาศัยอยู่ร่วมโลกใบเดียวกับเขา
เด็กน้อยที่เปรียบเสมือนดอกไม้ยามเช้าที่เบ่งบานรับแสงตะวัน…เหมือนที่นายคอยยิ้มให้กับฉัน
‘นายเหมือนดอกไม้เลยนะ’
‘ถ้าฉันเป็นดอกไม้...นายก็คือดวงอาทิตย์ของฉัน...ฉันอยากให้นายคอยส่องสว่างอยู่ข้างๆกายฉัน..ให้ดอกไม้อย่างฉันได้สดใสอย่างนี้ตลอดไป’
‘เด็กน้อยอย่างนายไปหัดเอาคำพูดพวกนี้มาจากไหนกัน’
‘เปล่าหรอก..ฮิฮิ
เพียงแค่ เห็นหน้านายแล้วฉันรู้สึกร้อนแรงดีน่ะ
ดวงอาทิตย์ของฉัน ฮ่าๆๆ’
‘แก่แดดแก่ลมจริงๆนะ ไอ้หัวกลม’
‘บ้า! ฮึ่กกก..นายหาว่าฉันหัวกลมหรอ ฮือออ’
‘ป..เปล่านะ..ฉันขอโทษ อย่างร้องสิ’ เดือดร้อนเขาต้องคอยปลอบไม่ให้เจ้าเด็กตัวกลมนี่ร้องไห้
นี่เป็นเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ก่อนที่เจ้าตัวเล็กจะหลับปุ๋ยอยู่บนตักเขา...มองยังไงก็น่ารัก....ยิ่งมองยิ่งนึกเสียดาย...ที่วันนี้อาจจะเป็นวันแรกและวันสุดท้ายที่เราจะเจอกัน
เด็กชายเหลือบเห็นต้นหญ้าสีเขียวสดที่ขึ้นประปรายอยู่ข้างๆต้นไม้ต้นใหญ่ที่พวกเขาสองคนได้ใช้เป็นที่พักพิงชั่วคราว มือน้อยเอื้อมเด็ดต้นหญ้าจนเต็มฝ่ามือ ไม่น่าเชื่อว่าเพียงแค่เสมองใบหน้าของคนๆนี้...จากเศษหญ้าธรรมดาๆในฝ่ามือ กลับกลายเป็นสร้อยข้อมือที่เขาเป็นคนถักโดยไม่รู้ตัว...
สร้อยข้อมือที่ทำจากหญ้าสีเขียวสดธรรมดาๆถูกสวมใส่ลงไปในข้อมือเล็กของคนที่ยังคงนอนหลับไม่รู้ประสีประสา
เด็กชายวัยสิบสองกุมมือนั้นไว้รอจนกว่าเจ้าตัวเล็กจะตื่นขึ้นมา
ตลอดหนึ่งวันเต็ม..ชั่วชีวิตนี้ เขาไม่เคยพานพบกับความสุขได้เท่าวันนี้เลย
ภาพในอดีตที่ฝังใจมาตลอดสิบกว่าปี
มันได้ฉายซ้ำอยู่แบบนั้นเมื่อยามหัวใจเผลอ
ปล่อยให้ความคิดได้หวนรำลึกคืนสู่อดีต จนบางครั้งต้องยับยั้ง และคอยย้ำตัวเองว่าเขาควรอยู่กับปัจจุบัน..ปัจจุบันที่อยู่กับเงาของตัวเอง ไม่มีใครคอยเคียงข้าง อยู่เพียงร่างที่มีจิตวิญญาณแต่ปราศจากหัวใจ
แจจุงปลุกตัวเองให้ตื่นจากภวังค์ที่ตนเป็นคนสร้างขึ้น พลางเอื้อมหยิบกางเกงของตัวเองขึ้นมาสวมใส่ ก่อนจะโน้มกายลงมา
ทำท่าจะปลุกร่างเล็กด้วยวิธีของตัวเอง
“อื้อ..” จุนซูครางต่ำในลำคอเมื่อริมฝีปากอุ่นร้อนจูบละเลียดอยู่บริเวณลำคอระหงส์ ร่างเล็กสะท้านในสัมผัส งัวเงียตื่นจากโลกของความฝันแต่ยังคงไม่ลืมตา
“ถ้ายังไม่ตื่น..ฉันจะข่มขืน..”
เหมือนคำประกาศิตร้ายแรงถึงขั้นที่ดวงตาเรียวเล็กทั้งสองข้างลืมตื่นขึ้นสบใบหน้าหล่อตรงหน้า ความง่วงที่เก็บสะสมมาก็พลันหายสนิท
“ม..มีอะไร” จุนซูกึ่งมองกึ่งหลบสายตาคมที่เขาไม่สามารถคาดเดาได้ว่าสายตาคู่นั้นกำลังคิดอะไร...ดีไม่ดี อาจปลุกเขาขึ้นมาฆ่าก็ได้ ยิ่งคิดก็ยิ่งส่งผลให้หัวใจหวาดกลัวไปหมด..แต่พอคิดดูอีกทีเขาก็ไม่ได้ทำผิดอะไร คนใจร้ายไม่มีสิทธิ์ทำอะไรเหมือนที่เขากำลังวิตกอยู่ตอนนี้...แล้วมันเรื่องอะไรกัน เขาอยากนอนก็ไม่ได้นอน...สามคืนที่ผ่านมา อย่าไม่สาแก่ใจอีกหรือไง
“ลุกขึ้นมาเล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ”
“ไอ้สิ่งนี้นายได้มาจากไหน” แจจุงชูสิ่งที่ถืออยู่ในมือขึ้นมา ปรากฎแก่สายตาของคนร่างใต้ในระยะใกล้ เมื่อมองชัดๆเต็มสองตาก็ถึงกับตกใจ คนป่าเถื่อนเสียมารยาทหยิบฉวยของสำคัญของเขาไปตอนไหนกัน...
“นาย!
น..นายเอาไปตั้งแต่เมื่อไหร่..เอามานี่นะ!” มือเล็กยกขึ้นจะคว้าสิ่งที่อยู่ในมือใหญ่แต่ก็ไม่ทัน เมื่อร่างแกร่งยันกายลุกขึ้นนั่งและกำสิ่งที่อยู่ในมือไว้แน่นไม่ให้คนตัวเล็กแย่งไปได้
“หวงเหรอ? หึ!
ก็แค่
สร้อยข้อมือที่ทำจากหญ้าธรรมดาๆ
แถมยังแห้งเฉาจนเน่าอยู่แล้ว.. มันจะมีค่าอะไรขนาดนั้นเชียว”
“จะมีค่า หรือไม่มีค่า
มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับนายสักหน่อย
คนไร้หัวใจอย่างนายจะไปรู้อะไร...กับสิ่งที่เห็นอยู่ แม้มันดูไร้ค่า ไร้ราคา แต่มันอาจมีคุณค่าทางจิตใจสำหรับใครบางคนก็ได้...เอามานี่นะ!” เขาไม่ยอมที่จะให้ใครมาดูถูกทั้งที่ไม่รู้ความหมายของสร้อยข้อมือที่ทำจากหญ้าเส้นนี้...ไม่มีใครรู้อีกแล้วนอกเสียจากตัวเขาและเด็กชายลึกลับในวันนั้น...
จากหญ้าสีเขียวสด
ตลอดสิบกว่าปีที่เก็บรักษามา
ในวันนี้กลับแห้งเฉาไปตามกาลเวลา แต่เขาก็ยังที่จะเก็บมันไว้...
“มีคุณค่ายังไง?...ไหนเล่าให้ฟังหน่อยสิ
อยากรู้ว่ามันยิ่งใหญ่สักแค่ไหนกัน”
“จำเป็นด้วยเหรอ..ฉันบอกให้เอามายังไงเล่า!”
“ถ้าไม่เล่าฉันจะโยนทิ้ง”
ทำไมถึงจอมบงการชีวิตเขาได้ถึงขนาดนี้ ไม่ว่าจะกี่ครั้งเขาก็ไม่เคยที่จะชนะคนๆนี้เลยสักครั้ง...ไหนจะโชคชะตา..ทำไมถึงไม่เคยคิดเข้าข้างกันสักครั้ง..ทำไม
“แล้วมันสิทธิ์อะไรที่นายจะต้องรู้ด้วย”
ร่างเล็กพูดเสียงค่อยคล้ายบ่นกับตัวเองเบาๆ แต่มีหรือแจจุงจะไม่ได้ยิน
“ฉันมีสิทธิ์หรือไม่มีสิทธิ์ก็ช่าง...แต่ไอ้หญ้าเน่าๆนี่
หากมันอยู่ในกำมือฉัน
นั่นเท่ากับว่าฉันมีสิทธิ์ที่จะขยำให้แหลกละเอียดเป็นผุยผง หรือจะโยนทิ้งก็ได้”
“อ๊ะ!
อย่านะ..ล..เล่า เล่าก็ได้ โธ่เว้ย! เดี๋ยวขอใส่เสื้อผ้าก่อน..”
จุนซูรีบคว้าเสื้อผ้าของตัวเองมาใส่อย่างเร่งรีบก่อนจะใช้สายตามองค้อนคนตรงหน้าด้วยความหงุดหงิดใจแต่แล้วก็ต้องหลบสายตาเย็นชาดุดันคู่นั้นโดยไวเพราะกลัวจะเป็นภัยต่อตนเอง เมื่อจัดการกับตัวเองเรียบร้อย
ที่เหลือคงเพียงแค่เล่าความเป็นมาของสร้อยข้อมือแห้งเฉาเส้นนี้อย่างตั้งใจ ซึ่งแจจุงก็ดูจะสนใจฟังอย่างน่าเหลือเชื่อ……..
ร่างเล็กของเด็กชายวัยสิบสองแบกรับน้ำตาของตัวเองเดินออกมาจากบ้านหลังใหญ่ หัวใจดวงน้อยๆบอบช้ำส่งผลโดยตรงให้ร่างกายรู้สึกไร้เรี่ยวแรงจนแทบเสียการทรงตัว ใบหน้าหวานซีดเผือด...เหม่อลอย เดินไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย...
เด็กชายตัวน้อยๆพาร่างของตัวเองเดินมาเรื่อยๆจนถึงริมถนนใหญ่ซึ่งค่อนข้างโล่งจนได้ยินเสียงลมพัดผ่าน ฉุดให้หัวใจเปล่าเปลี่ยวเพิ่มขึ้นไปอีก เพราะความคิดเพียงชั่ววูบในขณะนั้นทำให้ร่างน้อยเดินมาหยุดอยู่ตรงกลางถนน ริมฝีปากบางเม้มแน่นสั่นเทา หลับตาลงช้าๆ
รอเพียงอีกนิด เขาจะได้ตายสมใจ
หูทั้งสองข้างได้ยินและสัมผัสได้ว่า...เสียงของรถคันหนึ่งได้แล่นปราดเข้ามาเรื่อยๆ.ด้วยความเร็ว น่าตลกสิ้นดี
ทั้งที่ในตอนแรกอยากตายนักอยากตายหนา...หากแต่ว่าในเวลานี้
เขาที่ยืนอยู่ตรงนี้...กลับนึกกลัวความตาย...ที่มันใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
เพื่อช่วงชิงลมหายใจในเวลาเพียงแค่อึดใจเดียวเท่านั้น
“แม่ครับ..ฮืออ..รอผมด้วยนะครับ...ผมจะไปอยู่กับแม่ในไม่ช้านี้ ฮึ่กก”
เสียงหัวใจเต้นรัวเร็ว
จนไม่ทันได้ฟังเสียงแตรรถที่บีบไล่
จนกระทั่งรู้สึกตัวอีกทีเมื่อถูกรวบเข้าไปไว้อ้อมกอดของใครบางคน…เรียกสติที่ล่องลอยไปไกลให้กลับคืนมาอีกครั้ง
“ทำไมถึงทำอะไรโง่ๆแบบนี้”เด็กผู้ชายหน้าตาคมคายผละออกจากกายบาง
ร่างน้อยมองใบหน้าคนที่มารั้งเขาไว้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะ.....
“หลังจากนั้น...ฉันก็สลบไป”
“แล้วไงต่อ”
“ขอนอนก่อนได้มั้ย..ฉันปวดหัวจะแย่อยู่แล้ว” ร่างเล็กล้มตัวลงนอนไปกับเตียง
ยังไม่ทันที่จะหลับตาก็ต้องรีบลุกขึ้นมานั่งดั่งเดิม เมื่อเหลือบเห็นฝ่ามือใหญ่ทำท่าจะขยำสร้อยข้อมือหญ้าแห้งเฉาที่เขาหวงแหน...
“ย...อย่านะ ล..เล่าต่อก็ได้’’
เรื่องราวในอดีตซึ่งเป็นประวัติของสร้อยข้อมือเส้นนี้ ได้ถูกเล่าผ่านปากของคนตัวเล็ก อีกครั้ง...
ไม่รู้ว่าเผลอหลับไปตอนไหน พอรู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าตนนอนซบบนลาดไหล่ของใครบางคนอยู่ใต้ต้นไม้ต้นใหญ่
แสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านช่องว่างระหว่างใบไม้ส่องกระทบใบหน้าจนต้องหลุบตาลงต่ำด้วยความแสบตา…มองโดยรอบรู้สึกคุ้นเคย
เพราะในที่แห่งนี้คือทิวเขาใกล้บ้าน
ที่เมื่อก่อนพ่อแม่ของเขามักจะพามาเดินเล่นที่นี่เป็นประจำ...กระทั่งในวันนี้ ที่นี่ก็ยังคงสวยงามสำหรับเขาเสมอ
“ฮึ่กก..ฮือออๆ” ใบหน้าหวานฟุบลงบนหัวเข่าตน
กอดเข่านั่งร้องไห้ เมื่อคิดได้ว่าเขาควรจะตายตั้งแต่เมื่อคืนวาน แต่วันนี้กลับตื่นขึ้นมาแบกรับกับความเจ็บช้ำในโลกใบนี้อีกครั้ง
ใบหน้าหล่อค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ที่ดังอยู่ใกล้ๆ...
“เป็นอะไร”
“นาย..ฮืออ
นายไม่น่าช่วยฉันไว้เลย
ฉันไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป
ฉันอยากไปอยู่กับแม่ของฉัน ฮึ่กก ฮืออ”ได้ฟังแค่นั้นก็พอจะจับใจความได้ว่า...ผู้เป็นแม่ของเด็กน้อยข้างๆ
คงจะเสียชีวิต..แล้วเจ้าตัวคิดจะตายตามไปอย่างนั้นเหรอ? ...ทำไมถึงได้คิดอะไรตื้นๆแบบนั้น...
ความจริงที่เก็บไว้ในใจ
เรื่องที่เขาหนีออกจากบ้านเพื่อจะฆ่าตัวตาย
นั่นก็เพราะว่าบุคคลที่เขารักมากที่สุดเสียชีวิตลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ เขาได้แต่โทษตัวเองที่ไม่ยอมดูแลและคอยอยู่เคียงข้างในวันที่แม่ป่วย
เพราะความยังเด็กในตอนนั้นก็มัวแต่ไปเล่นอะไรไร้สาระอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ พอมาเยี่ยมผู้เป็นแม่อีกที ก็พบว่าผู้เป็นแม่ของเขาได้จากโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันกลับ ในวาระสุดท้าย...ก็ยังไม่ทันที่จะร่ำลากัน...
แม่ครับ..ผมคิดถึงแม่เหลือเกิน
“แล้วคิดว่าสิ่งที่นายกำลังทำอยู่..ถ้าเกิดนายตายไป จะไปเจอแม่ของนายหรือไง”
“ตายไปก็ต้องแยกย้ายกันไปเกิด หรือไปชดใช้กรรมที่แต่ละคนก่อไว้อยู่ดีนั่นแหละ ไร้สาระมากนะ...ที่ทำอะไรสิ้นคิดแบบนั้น”
ใบหน้าหวานค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองคนข้างๆด้วยน้ำตา คนที่ไม่รู้เรื่องอะไร จะมารู้ดีกว่าหัวใจเขาได้อย่างไรกัน
“นายไม่รู้อะไรอย่าพูดเลยดีกว่า...นายไม่เป็นฉัน
ไม่มีวันรู้หรอก..ว่าการสูญเสียคนสำคัญไป..มันเจ็บปวดแค่ไหน ฮึ่กก ฮือออ”
“ทำไมฉันจะไม่รู้...ฉันไม่ยิ่งกว่าเหรอ
ทั้งพ่อทั้งแม่ของฉันก็จากโลกนี้ไปแล้วเหมือนกัน...”
“แต่ฉันก็ไม่เคยที่คิดจะทำอะไรสิ้นคิดแบบนายเลย...เพราะฉันคิดไว้ ว่ายังไงฉันก็ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป อยู่เพื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง...” อยู่เพื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง...ที่เขาจะต้องรอวันชำระอย่างสาสม...เมื่อถึงวันนั้นเขาก็จะไม่สนความตายอีกต่อไป
“แต่ฉันไม่รู้..จะอยู่เพื่ออะไร
ฮึ่กก”
“แล้วพ่อของนายล่ะ ไม่คิดว่าเขาจะเสียใจบ้างหรอ..แม่ของนายอีก..เขาอาจจะไม่สบายใจอยู่ก็ได้ ที่นายจะฆ่าตัวตายตามเขาไป นายยังเป็นเด็ก ชีวิตนี้ยังอีกยาวไกล โลกนี้มันก็ไม่เลวร้ายอะไรมากมายนักหรอก นายไม่เสียดายหรอ หากวันใดวันหนึ่ง...นายจะเจอสิ่งสวยงามที่สุดในชีวิต ที่เรียกว่า ‘ความสุข’ คนที่มีชิวิตอยู่น่ะ ไม่นานก็ได้พบ
คนตายไม่มีวันได้รับรู้หรอกนะ”
“ในเมื่อเวลานี้นายกำลังเจ็บปวด...นายก็คิดเสียว่าให้มันเป็นเกราะคุ้มกันในวันข้างหน้าหากนายจะต้องเจ็บปวดกว่า วันข้างหน้าหากนายจะต้องกลับมาเผชิญกับมันอีก...นายจะต้องอยู่ได้อย่างแน่นอน”
“นายรู้ได้ไงว่าฉันจะอยู่ได้” เพราะเขาอ่อนแอแบบนี้...จะไปสู้รบปลบมือกับความเจ็บปวดในหัวใจได้อย่างไร...
“เพราะนายเคยรับรู้แล้วยังไงล่ะ
แล้วนายจะปล่อยให้ความเจ็บปวดมาทำลายหัวใจของนายซ้ำสองหรือไงกัน”
“แค่มีชีวิตอยู่ต่อไป...ก็พอแล้ว” ประโยคหลังที่แสนแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบได้ปลิวไปตามสายลม หากแต่จุนซูได้ยินและนึกตาม
“ขอบใจนะ” ก่อนจะเอ่ยขอบคุณจากใจ
“แล้วไงต่อ
ที่นายเล่ามายังไม่เห็นว่าจะมีไอ้สร้อยเส้นนี้เลย เล่าอะไรซะยืดยาว..รำคาญ….” แจจุงพูดขัด
ในขณะที่จุนซูกำลังตั้งใจเล่าด้วยสีหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข แต่ต้องชะงักอย่างหัวเสีย....แท้ที่จริงแจจุงรับรู้และจำเหตุการณ์ในวันนั้นได้ดี แต่ก็ยังอยากได้ยินจากปากของจุนซู...พอฟังไป
กลับกลายเป็นว่าหัวใจไม่อยากรับฟังเรื่องราวในอดีตซะอย่างนั้น...เพราะกลัวความสุขในวันวานจะตอกย้ำตัวเขาในวันนี้ที่ไม่ได้เคยค้นพบกับความสุขเลย...หลังจากวันนั้น
“งั้นจะเล่าแบบย่อๆ..หลังจากนั้นฉันก็เผลอหลับไป...ตื่นขึ้นมาอีกทีก็เห็นว่ามีสร้อยข้อมือเส้นนั้นอยู่ที่ข้อมือของฉัน........แล้วสุดท้ายเราก็ต้องจากลากัน..” ประโยคท้ายส่งผลให้ใบหน้าหวานก้มลง
ก่อนภาพในอดีตจะปรากฎเป็นฉากๆผ่านการเล่าจากปากของจุนซูอีกครั้ง...
‘เราจะ...ได้เจอกันอีกมั้ย?’ เด็กชายหน้าตาจิ้มลิ้มเอ่ยถามเด็กชายลึกลับข้างๆกายที่นั่งเคียงข้างกันใต้ร่มไม้
ฝ่ามือน้อยเอื้อมจับมือเล็กเป็นครั้งสุดท้าย..ก่อนที่เขาจะต้องไป
‘ไม่รู้สิ...เราอาจจะได้เจอกันอีกครั้งด้วยความบังเอิญก็ได้ ฉันไปก่อนนะ’ เด็กชายลึกลับเอ่ยตอบก่อนจะลุกขึ้นยืน
คงไม่เกิดเรื่องบังเอิญหรือเหตุการณ์ใดที่จะทำให้เราสองคนได้กลับมาพบเจอ…ลาก่อน
ภายใต้ต้นไม้ต้นใหญ่ที่ให้ความร่มรื่นเย็นสบาย สายลมพัดผ่านอาบไล้ร่างน้อยที่ยืนมองตามแผ่นหลังของคนที่กำลังจะเดินจากไป
หัวใจที่เคยอิ่มเอิบเมื่อชั่วครู่กลับพลันหาย
เมื่อสายลมได้พัดพาช่วงชิงความสุขไป...กลับนำพาความเหงาอ้างว้างเข้ามาแทนที่ในหัวใจ
“ฮึ่กก เดี๋ยวสิ
นายยังไม่บอกชื่อของนายเลยนะ!”
เด็กน้อยวัยสิบสองตัดสินใจตะโกนออกไป
ยกแขนปาดน้ำตาลวกๆ เมื่อช่วงเวลาแห่งความสุขกำลังจะสิ้นสุดลง
สายตาเรียวเล็กที่เปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำตาเหลือบมองข้อมือตนด้วยความอาวรณ์
แม้สร้อยข้อมือเส้นนี้จะไม่มีราคา...แต่มันก็มีค่าสำหรับฉันมากนะ...ฉันจะเก็บไว้ จนกว่าจะได้เจอนายอีกครั้ง
“เอาไว้เราเจอกันอีกครั้ง แล้วฉันจะบอกนะ...ฉันสัญญา”
“อ้อ! แล้วนายก็อย่าลืมบอกชื่อนายด้วยล่ะ...ลาก่อน!”
ลาก่อนเพียงชั่วคราว
หรือตลอดกาล...สิ่งไหนจะเป็นตัวกำหนดกัน..เรื่องบังเอิญ หรือโชคชะตา...เขาไม่อาจรู้ในคำตัดสิน....
“พอฉันอายุได้ยี่สิบปี พ่อของฉันก็เสียชีวิตลง...แต่ถึงอย่างไรซะ
ฉันก็ไม่อ่อนแอเหมือนในวันนั้น...เพราะฉันจะจำคำที่เด็กชายลึกลับบอกฉันอยู่เสมอ” แค่มีชีวิตอยู่ต่อไป...ก็พอแล้ว
“จบแล้วล่ะ...พอใจนายแล้วใช่มั้ย? ขอของฉันคืนด้วยนะ” มือเล็กคว้าสิ่งที่อยู่ในฝ่ามือใหญ่โดยไว ใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงอย่างเดิม พลางจะล้มตัวลงนอนด้วยความเพลีย
ขณะที่เล่าไปตาก็แทบจะปิดอยู่แล้ว...แต่ก็ต้องเล่าให้จบ เพราะกลัวว่าเขาจะจบชีวิต..
“แล้วทำไมถึงเก็บมันไว้อยู่...ที่นายเล่ามาฉันไม่เห็นว่ามันจะสำคัญอะไรมากมายเลยนี่” แจจุงดึงคนตัวเล็กเข้ามาใกล้
ไม่ปล่อยให้นอนสบายเพราะคำถามที่ยังคงค้างคาใจ เหตุใดถึงเก็บของไร้ค่าแบบนี้ไว้อยู่...
“ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลอะไรที่ฉันจะต้องบอกนายว่าของสิ่งนี้สำคัญแค่ไหนสำหรับฉัน..แค่ที่ฉันเล่ามานายยังไม่รู้ว่าว่ามันสำคัญยังไง..งั้นก็ปล่อยให้ฉันนอนแบบสบายเสียทีเหอะนะ ขอร้องล่ะ” จุนซูจ้องมองคนใจร้ายด้วยสีหน้าวิงวอนและเหนื่อยอ่อนเต็มทน
ขณะที่แจจุงมองคนตัวเล็กอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง...ว่าเด็กน้อยในวันนั้น จะนั่งอยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้...
จู่ๆไม่รู้อะไรดลใจให้มือใหญ่ยกขึ้นลูบไล้ศีรษะกลมอย่างเบามือ สายตาคมกำลังสื่อความหมายอะไรบางอย่างขณะจ้องมองไปยังสายตาเรียวเล็ก แต่กระนั้นจุนซูก็ไม่สามารถรับรู้...แต่สัมผัสได้ถึงสัมผัสอ่อนโยนที่เขาไม่เคยพานพบกับคนๆนี้เลยสักครั้ง...
เขาในวันนั้นที่เอ่ยปากขอให้คนตัวเล็กมีชีวิตอยู่ต่อไป...แต่ในวันนี้เขากลับทำร้ายเด็กตัวน้อยๆในวันนั้นให้เหมือนตายทั้งเป็นอยู่ตอนนี้...
หลังจากวันนั้นชีวิตของฉันก็เปลี่ยนไป...เปลี่ยนไปจากเดิม
ราวฟ้ากับเหว
ฉันต้องทนอยู่บนโลกใบนี้ด้วยความแค้นที่รอวันชำระ...เพราะฉะนั้น...ชีวิตของนายจึงไม่ควรมาเกลือกกลั้วกับคนอย่างฉัน...แต่ในวันนี้ ต่อให้หลีกหนีสักแค่ไหน ก็คงไม่ทันเสียแล้ว
มือใหญ่เลื่อนลงเปลี่ยนจากการลูบไล้ศีรษะมาสัมผัสแก้มใสเพียงแผ่วเบา...พร้อมทั้งใบหน้าหล่อเคลื่อนเข้าใกล้ใบหน้าหวาน จนริมฝีปากเกือบที่จะสัมผัสกัน...
ก๊อกๆๆๆ...
เสียงเคาะประตูจากนอกห้องฉุดรั้งให้คนทั้งสองตื่นจากภวังค์
“ไปเปิดประตู…”
“นายก็ไปเปิดสิ...เขาอาจจะมาหานายก็ได้”
“จะมีใครนอกจาก ‘ชู้’ ของนาย ไม่ไปต้อนรับเหรอไง..เผื่อครั้งนี้โชคดีวันนี้อาจจะได้ออกจากคุกก็ได้..” แจจุงพูดกวนโทสะ..แต่กระนั้นจุนซูก็ได้แต่นิ่งเงียบไว้
“คุณยูชอนน่ะเหรอ...ถ้าเขาเป็นชู้ฉันก็คงจะดีนะ...แต่บังเอิญว่า
‘ไม่ใช่’ ” คนตัวเล็กกระฟัดกระเฟียดลุกขึ้นยืน...สาวเท้าก้าวไปข้างหน้า
พร้อมกับเปิดประตูก็ได้พบกับร่างสูงโปร่งยืนอยู่ตรงหน้า...เป็นคุณยูชอนจริงๆด้วย
ยูชอนไม่ลืมที่จะเหลือบมองดูอีกคนในห้อง ที่นอนสบายอารมณ์อยู่บนเตียงโดยไม่สวมเสื้อ...หัวใจแกร่งก็ถึงกับเต้นสะดุด...เมื่อเดาเหตุการณ์ก่อนหน้านี้....จุนซูคงโดนทำร้ายอีกเป็นแน่
เจ็บใจตัวเองที่ไม่สามารถช่วยอะไรคนตัวเล็กได้เลย...
“สวัสดี
หนุ่มน้อย...แม่เลี้ยงของนายมาเยี่ยมน่ะ...ฉันเลยมาตาม”
เสี้ยววินาทีหนึ่งเมื่อได้ยินคำนั้นก็นึกดีใจ...แต่ถึงอย่างไรเขาก็ไม่กล้าที่จะไปสู้หน้าของผู้เป็นแม่เลี้ยงในตอนนี้...เพราะเขา...คือฆาตรกรในสายตาของผู้มีพระคุณไปแล้วนี่...
“ขอบคุณมากเลยนะครับ..ไปกันเถอะ”
ขณะที่คนทั้งสองกำลังจะก้าวออกจากห้อง..กลับได้ยินเสียงของใครบางคนพูดตามหลังมา
“ตำรวจอย่างนายอย่าใช้ ‘เมีย’ ร่วมกับคนอื่นล่ะ...เสร็จแล้วก็พา
‘เมีย’ ของฉันมาส่งถึงห้องด้วยแล้วกัน”
“ใครเมียของนาย..อย่าไปฟังเลยนะครับ ไปกันเถอะครับ
คุณมีงานต้องทำอีกเยอะ
อย่ามาเสียเวลาอยู่ตรงนี้เลย” จุนซูรีบดึงมือใหญ่ให้เดินออกมาจากนอกห้อง...ใบหน้าหวานแดงก่ำ ไม่ใช่เพราะความโกรธ แต่เพราะหัวใจดวงน้อยๆรู้สึกตื่นเต้นกับคำพูดเมื่อครู่ต่างหาก…
อ่า อดีตของสองหนุ่มโรเเมนติกจังน้า ><
ตอบลบพี่เเจรู้ว่าน้องคือเด็กคนนั้นเเล้ว ก็ยังปากร้ายกับน้องอีกนะ เเต่ก็คงเป้นเพราะว่า...หวงใช่มั๊ยล้า ฮ่าๆ
^^ *เข้ามากระแซะ*
ตอบลบฮู่วววววววววววววววววว^//////////////^ (ไม่รู้จะพูดอะไร)*อมยิ้ม*^^
ตอบลบ