วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2555

Wanted [chapter 9]


 Wanted [chapter 9]

ง่วงนอนจังร่างน้อยบิดขี้เกียจด้วยความเมื่อยล้าก่อนจะล้มตัวลงนอนซุกตักอุ่นๆของเด็กชายข้างๆ  มือน้อยเอื้อมจะปลุกคนบนตักให้ตื่น  แต่คิดดูอีกทีเดี๋ยวเจ้าตัวเล็กจะตื่นขึ้นมาแล้วหงุดหงิดใส่..เห็นทีคงต้องปล่อยให้เจ้าตัวเล็กหลับสบายบนตัก  โดยที่เขาจะไม่กวนอีก...

ใบหน้าหล่อก้มลงมองเด็กน้อยที่หลับพริ้มทั้งยังอมยิ้มน้อยๆเหมือนเจ้าตัวกำลังหลับฝันดี ไม่อยากเชื่อว่าใบหน้าที่สดใสในเวลานี้จะมีเรื่องทุกข์ใจอะไรมาก่อนหน้านั้น  ถึงขนาดคิดสั้นที่จะฆ่าตัวตาย...โชคดีที่เขาผ่านมาเห็นเข้า  ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่มีวันได้รู้เลย...ว่าจะมีเด็กน้อยที่แสนน่ารักอาศัยอยู่ร่วมโลกใบเดียวกับเขา


เด็กน้อยที่เปรียบเสมือนดอกไม้ยามเช้าที่เบ่งบานรับแสงตะวันเหมือนที่นายคอยยิ้มให้กับฉัน

นายเหมือนดอกไม้เลยนะ

ถ้าฉันเป็นดอกไม้...นายก็คือดวงอาทิตย์ของฉัน...ฉันอยากให้นายคอยส่องสว่างอยู่ข้างๆกายฉัน..ให้ดอกไม้อย่างฉันได้สดใสอย่างนี้ตลอดไป

เด็กน้อยอย่างนายไปหัดเอาคำพูดพวกนี้มาจากไหนกัน

เปล่าหรอก..ฮิฮิ เพียงแค่ เห็นหน้านายแล้วฉันรู้สึกร้อนแรงดีน่ะ  ดวงอาทิตย์ของฉัน ฮ่าๆๆ

แก่แดดแก่ลมจริงๆนะ  ไอ้หัวกลม

บ้า! ฮึ่กกก..นายหาว่าฉันหัวกลมหรอ ฮือออ

ป..เปล่านะ..ฉันขอโทษ  อย่างร้องสิ เดือดร้อนเขาต้องคอยปลอบไม่ให้เจ้าเด็กตัวกลมนี่ร้องไห้

นี่เป็นเหตุการณ์ก่อนหน้านี้   ก่อนที่เจ้าตัวเล็กจะหลับปุ๋ยอยู่บนตักเขา...มองยังไงก็น่ารัก....ยิ่งมองยิ่งนึกเสียดาย...ที่วันนี้อาจจะเป็นวันแรกและวันสุดท้ายที่เราจะเจอกัน

เด็กชายเหลือบเห็นต้นหญ้าสีเขียวสดที่ขึ้นประปรายอยู่ข้างๆต้นไม้ต้นใหญ่ที่พวกเขาสองคนได้ใช้เป็นที่พักพิงชั่วคราว  มือน้อยเอื้อมเด็ดต้นหญ้าจนเต็มฝ่ามือ  ไม่น่าเชื่อว่าเพียงแค่เสมองใบหน้าของคนๆนี้...จากเศษหญ้าธรรมดาๆในฝ่ามือ  กลับกลายเป็นสร้อยข้อมือที่เขาเป็นคนถักโดยไม่รู้ตัว...

สร้อยข้อมือที่ทำจากหญ้าสีเขียวสดธรรมดาๆถูกสวมใส่ลงไปในข้อมือเล็กของคนที่ยังคงนอนหลับไม่รู้ประสีประสา  เด็กชายวัยสิบสองกุมมือนั้นไว้รอจนกว่าเจ้าตัวเล็กจะตื่นขึ้นมา

ตลอดหนึ่งวันเต็ม..ชั่วชีวิตนี้  เขาไม่เคยพานพบกับความสุขได้เท่าวันนี้เลย





ภาพในอดีตที่ฝังใจมาตลอดสิบกว่าปี มันได้ฉายซ้ำอยู่แบบนั้นเมื่อยามหัวใจเผลอ  ปล่อยให้ความคิดได้หวนรำลึกคืนสู่อดีต จนบางครั้งต้องยับยั้ง  และคอยย้ำตัวเองว่าเขาควรอยู่กับปัจจุบัน..ปัจจุบันที่อยู่กับเงาของตัวเอง  ไม่มีใครคอยเคียงข้าง  อยู่เพียงร่างที่มีจิตวิญญาณแต่ปราศจากหัวใจ

แจจุงปลุกตัวเองให้ตื่นจากภวังค์ที่ตนเป็นคนสร้างขึ้น  พลางเอื้อมหยิบกางเกงของตัวเองขึ้นมาสวมใส่  ก่อนจะโน้มกายลงมา ทำท่าจะปลุกร่างเล็กด้วยวิธีของตัวเอง

อื้อ..  จุนซูครางต่ำในลำคอเมื่อริมฝีปากอุ่นร้อนจูบละเลียดอยู่บริเวณลำคอระหงส์  ร่างเล็กสะท้านในสัมผัส  งัวเงียตื่นจากโลกของความฝันแต่ยังคงไม่ลืมตา

ถ้ายังไม่ตื่น..ฉันจะข่มขืน.. เหมือนคำประกาศิตร้ายแรงถึงขั้นที่ดวงตาเรียวเล็กทั้งสองข้างลืมตื่นขึ้นสบใบหน้าหล่อตรงหน้า  ความง่วงที่เก็บสะสมมาก็พลันหายสนิท

ม..มีอะไรจุนซูกึ่งมองกึ่งหลบสายตาคมที่เขาไม่สามารถคาดเดาได้ว่าสายตาคู่นั้นกำลังคิดอะไร...ดีไม่ดี  อาจปลุกเขาขึ้นมาฆ่าก็ได้  ยิ่งคิดก็ยิ่งส่งผลให้หัวใจหวาดกลัวไปหมด..แต่พอคิดดูอีกทีเขาก็ไม่ได้ทำผิดอะไร  คนใจร้ายไม่มีสิทธิ์ทำอะไรเหมือนที่เขากำลังวิตกอยู่ตอนนี้...แล้วมันเรื่องอะไรกัน   เขาอยากนอนก็ไม่ได้นอน...สามคืนที่ผ่านมา   อย่าไม่สาแก่ใจอีกหรือไง

ลุกขึ้นมาเล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ

ไอ้สิ่งนี้นายได้มาจากไหน  แจจุงชูสิ่งที่ถืออยู่ในมือขึ้นมา  ปรากฎแก่สายตาของคนร่างใต้ในระยะใกล้  เมื่อมองชัดๆเต็มสองตาก็ถึงกับตกใจ  คนป่าเถื่อนเสียมารยาทหยิบฉวยของสำคัญของเขาไปตอนไหนกัน...

นาย! น..นายเอาไปตั้งแต่เมื่อไหร่..เอามานี่นะ!”  มือเล็กยกขึ้นจะคว้าสิ่งที่อยู่ในมือใหญ่แต่ก็ไม่ทัน  เมื่อร่างแกร่งยันกายลุกขึ้นนั่งและกำสิ่งที่อยู่ในมือไว้แน่นไม่ให้คนตัวเล็กแย่งไปได้

หวงเหรอ?  หึ! ก็แค่ สร้อยข้อมือที่ทำจากหญ้าธรรมดาๆ  แถมยังแห้งเฉาจนเน่าอยู่แล้ว.. มันจะมีค่าอะไรขนาดนั้นเชียว

จะมีค่า  หรือไม่มีค่า  มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับนายสักหน่อย  คนไร้หัวใจอย่างนายจะไปรู้อะไร...กับสิ่งที่เห็นอยู่  แม้มันดูไร้ค่า ไร้ราคา  แต่มันอาจมีคุณค่าทางจิตใจสำหรับใครบางคนก็ได้...เอามานี่นะ!” เขาไม่ยอมที่จะให้ใครมาดูถูกทั้งที่ไม่รู้ความหมายของสร้อยข้อมือที่ทำจากหญ้าเส้นนี้...ไม่มีใครรู้อีกแล้วนอกเสียจากตัวเขาและเด็กชายลึกลับในวันนั้น...

จากหญ้าสีเขียวสด ตลอดสิบกว่าปีที่เก็บรักษามา  ในวันนี้กลับแห้งเฉาไปตามกาลเวลา  แต่เขาก็ยังที่จะเก็บมันไว้...

มีคุณค่ายังไง?...ไหนเล่าให้ฟังหน่อยสิ  อยากรู้ว่ามันยิ่งใหญ่สักแค่ไหนกัน

จำเป็นด้วยเหรอ..ฉันบอกให้เอามายังไงเล่า!”

ถ้าไม่เล่าฉันจะโยนทิ้ง

  ทำไมถึงจอมบงการชีวิตเขาได้ถึงขนาดนี้  ไม่ว่าจะกี่ครั้งเขาก็ไม่เคยที่จะชนะคนๆนี้เลยสักครั้ง...ไหนจะโชคชะตา..ทำไมถึงไม่เคยคิดเข้าข้างกันสักครั้ง..ทำไม

แล้วมันสิทธิ์อะไรที่นายจะต้องรู้ด้วย   ร่างเล็กพูดเสียงค่อยคล้ายบ่นกับตัวเองเบาๆ  แต่มีหรือแจจุงจะไม่ได้ยิน

ฉันมีสิทธิ์หรือไม่มีสิทธิ์ก็ช่าง...แต่ไอ้หญ้าเน่าๆนี่ หากมันอยู่ในกำมือฉัน  นั่นเท่ากับว่าฉันมีสิทธิ์ที่จะขยำให้แหลกละเอียดเป็นผุยผง  หรือจะโยนทิ้งก็ได้

อ๊ะ! อย่านะ..ล..เล่า  เล่าก็ได้ โธ่เว้ย!  เดี๋ยวขอใส่เสื้อผ้าก่อน.. จุนซูรีบคว้าเสื้อผ้าของตัวเองมาใส่อย่างเร่งรีบก่อนจะใช้สายตามองค้อนคนตรงหน้าด้วยความหงุดหงิดใจแต่แล้วก็ต้องหลบสายตาเย็นชาดุดันคู่นั้นโดยไวเพราะกลัวจะเป็นภัยต่อตนเอง  เมื่อจัดการกับตัวเองเรียบร้อย  ที่เหลือคงเพียงแค่เล่าความเป็นมาของสร้อยข้อมือแห้งเฉาเส้นนี้อย่างตั้งใจ   ซึ่งแจจุงก็ดูจะสนใจฟังอย่างน่าเหลือเชื่อ……..



  ร่างเล็กของเด็กชายวัยสิบสองแบกรับน้ำตาของตัวเองเดินออกมาจากบ้านหลังใหญ่  หัวใจดวงน้อยๆบอบช้ำส่งผลโดยตรงให้ร่างกายรู้สึกไร้เรี่ยวแรงจนแทบเสียการทรงตัว   ใบหน้าหวานซีดเผือด...เหม่อลอย    เดินไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย...

เด็กชายตัวน้อยๆพาร่างของตัวเองเดินมาเรื่อยๆจนถึงริมถนนใหญ่ซึ่งค่อนข้างโล่งจนได้ยินเสียงลมพัดผ่าน  ฉุดให้หัวใจเปล่าเปลี่ยวเพิ่มขึ้นไปอีก  เพราะความคิดเพียงชั่ววูบในขณะนั้นทำให้ร่างน้อยเดินมาหยุดอยู่ตรงกลางถนน  ริมฝีปากบางเม้มแน่นสั่นเทา  หลับตาลงช้าๆ  รอเพียงอีกนิด เขาจะได้ตายสมใจ

หูทั้งสองข้างได้ยินและสัมผัสได้ว่า...เสียงของรถคันหนึ่งได้แล่นปราดเข้ามาเรื่อยๆ.ด้วยความเร็ว  น่าตลกสิ้นดี ทั้งที่ในตอนแรกอยากตายนักอยากตายหนา...หากแต่ว่าในเวลานี้  เขาที่ยืนอยู่ตรงนี้...กลับนึกกลัวความตาย...ที่มันใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เพื่อช่วงชิงลมหายใจในเวลาเพียงแค่อึดใจเดียวเท่านั้น

แม่ครับ..ฮืออ..รอผมด้วยนะครับ...ผมจะไปอยู่กับแม่ในไม่ช้านี้  ฮึ่กก 

เสียงหัวใจเต้นรัวเร็ว จนไม่ทันได้ฟังเสียงแตรรถที่บีบไล่  จนกระทั่งรู้สึกตัวอีกทีเมื่อถูกรวบเข้าไปไว้อ้อมกอดของใครบางคนเรียกสติที่ล่องลอยไปไกลให้กลับคืนมาอีกครั้ง

ทำไมถึงทำอะไรโง่ๆแบบนี้เด็กผู้ชายหน้าตาคมคายผละออกจากกายบาง  ร่างน้อยมองใบหน้าคนที่มารั้งเขาไว้เป็นครั้งสุดท้าย  ก่อนจะ.....


หลังจากนั้น...ฉันก็สลบไป

แล้วไงต่อ

ขอนอนก่อนได้มั้ย..ฉันปวดหัวจะแย่อยู่แล้วร่างเล็กล้มตัวลงนอนไปกับเตียง  ยังไม่ทันที่จะหลับตาก็ต้องรีบลุกขึ้นมานั่งดั่งเดิม  เมื่อเหลือบเห็นฝ่ามือใหญ่ทำท่าจะขยำสร้อยข้อมือหญ้าแห้งเฉาที่เขาหวงแหน...

ย...อย่านะ  ล..เล่าต่อก็ได้’’

เรื่องราวในอดีตซึ่งเป็นประวัติของสร้อยข้อมือเส้นนี้  ได้ถูกเล่าผ่านปากของคนตัวเล็ก  อีกครั้ง...

ไม่รู้ว่าเผลอหลับไปตอนไหน  พอรู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าตนนอนซบบนลาดไหล่ของใครบางคนอยู่ใต้ต้นไม้ต้นใหญ่  แสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านช่องว่างระหว่างใบไม้ส่องกระทบใบหน้าจนต้องหลุบตาลงต่ำด้วยความแสบตามองโดยรอบรู้สึกคุ้นเคย  เพราะในที่แห่งนี้คือทิวเขาใกล้บ้าน  ที่เมื่อก่อนพ่อแม่ของเขามักจะพามาเดินเล่นที่นี่เป็นประจำ...กระทั่งในวันนี้   ที่นี่ก็ยังคงสวยงามสำหรับเขาเสมอ

ฮึ่กก..ฮือออๆ ใบหน้าหวานฟุบลงบนหัวเข่าตน  กอดเข่านั่งร้องไห้  เมื่อคิดได้ว่าเขาควรจะตายตั้งแต่เมื่อคืนวาน  แต่วันนี้กลับตื่นขึ้นมาแบกรับกับความเจ็บช้ำในโลกใบนี้อีกครั้ง

ใบหน้าหล่อค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ที่ดังอยู่ใกล้ๆ...

เป็นอะไร

นาย..ฮืออ นายไม่น่าช่วยฉันไว้เลย   ฉันไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป  ฉันอยากไปอยู่กับแม่ของฉัน ฮึ่กก ฮืออได้ฟังแค่นั้นก็พอจะจับใจความได้ว่า...ผู้เป็นแม่ของเด็กน้อยข้างๆ คงจะเสียชีวิต..แล้วเจ้าตัวคิดจะตายตามไปอย่างนั้นเหรอ? ...ทำไมถึงได้คิดอะไรตื้นๆแบบนั้น...

ความจริงที่เก็บไว้ในใจ  เรื่องที่เขาหนีออกจากบ้านเพื่อจะฆ่าตัวตาย  นั่นก็เพราะว่าบุคคลที่เขารักมากที่สุดเสียชีวิตลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ  เขาได้แต่โทษตัวเองที่ไม่ยอมดูแลและคอยอยู่เคียงข้างในวันที่แม่ป่วย เพราะความยังเด็กในตอนนั้นก็มัวแต่ไปเล่นอะไรไร้สาระอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้  พอมาเยี่ยมผู้เป็นแม่อีกที  ก็พบว่าผู้เป็นแม่ของเขาได้จากโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันกลับ  ในวาระสุดท้าย...ก็ยังไม่ทันที่จะร่ำลากัน...

แม่ครับ..ผมคิดถึงแม่เหลือเกิน

แล้วคิดว่าสิ่งที่นายกำลังทำอยู่..ถ้าเกิดนายตายไป  จะไปเจอแม่ของนายหรือไง

ตายไปก็ต้องแยกย้ายกันไปเกิด  หรือไปชดใช้กรรมที่แต่ละคนก่อไว้อยู่ดีนั่นแหละ ไร้สาระมากนะ...ที่ทำอะไรสิ้นคิดแบบนั้น

  ใบหน้าหวานค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองคนข้างๆด้วยน้ำตา  คนที่ไม่รู้เรื่องอะไร  จะมารู้ดีกว่าหัวใจเขาได้อย่างไรกัน

นายไม่รู้อะไรอย่าพูดเลยดีกว่า...นายไม่เป็นฉัน  ไม่มีวันรู้หรอก..ว่าการสูญเสียคนสำคัญไป..มันเจ็บปวดแค่ไหน  ฮึ่กก ฮือออ

ทำไมฉันจะไม่รู้...ฉันไม่ยิ่งกว่าเหรอ  ทั้งพ่อทั้งแม่ของฉันก็จากโลกนี้ไปแล้วเหมือนกัน...

แต่ฉันก็ไม่เคยที่คิดจะทำอะไรสิ้นคิดแบบนายเลย...เพราะฉันคิดไว้  ว่ายังไงฉันก็ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป  อยู่เพื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง...อยู่เพื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง...ที่เขาจะต้องรอวันชำระอย่างสาสม...เมื่อถึงวันนั้นเขาก็จะไม่สนความตายอีกต่อไป

แต่ฉันไม่รู้..จะอยู่เพื่ออะไร ฮึ่กก

แล้วพ่อของนายล่ะ  ไม่คิดว่าเขาจะเสียใจบ้างหรอ..แม่ของนายอีก..เขาอาจจะไม่สบายใจอยู่ก็ได้  ที่นายจะฆ่าตัวตายตามเขาไป   นายยังเป็นเด็ก  ชีวิตนี้ยังอีกยาวไกล  โลกนี้มันก็ไม่เลวร้ายอะไรมากมายนักหรอก  นายไม่เสียดายหรอ  หากวันใดวันหนึ่ง...นายจะเจอสิ่งสวยงามที่สุดในชีวิต   ที่เรียกว่า ความสุขคนที่มีชิวิตอยู่น่ะ  ไม่นานก็ได้พบ  คนตายไม่มีวันได้รับรู้หรอกนะ

ในเมื่อเวลานี้นายกำลังเจ็บปวด...นายก็คิดเสียว่าให้มันเป็นเกราะคุ้มกันในวันข้างหน้าหากนายจะต้องเจ็บปวดกว่า  วันข้างหน้าหากนายจะต้องกลับมาเผชิญกับมันอีก...นายจะต้องอยู่ได้อย่างแน่นอน

นายรู้ได้ไงว่าฉันจะอยู่ได้เพราะเขาอ่อนแอแบบนี้...จะไปสู้รบปลบมือกับความเจ็บปวดในหัวใจได้อย่างไร...

เพราะนายเคยรับรู้แล้วยังไงล่ะ  แล้วนายจะปล่อยให้ความเจ็บปวดมาทำลายหัวใจของนายซ้ำสองหรือไงกัน

แค่มีชีวิตอยู่ต่อไป...ก็พอแล้วประโยคหลังที่แสนแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบได้ปลิวไปตามสายลม  หากแต่จุนซูได้ยินและนึกตาม

ขอบใจนะ ก่อนจะเอ่ยขอบคุณจากใจ



แล้วไงต่อ  ที่นายเล่ามายังไม่เห็นว่าจะมีไอ้สร้อยเส้นนี้เลย  เล่าอะไรซะยืดยาว..รำคาญ….” แจจุงพูดขัด  ในขณะที่จุนซูกำลังตั้งใจเล่าด้วยสีหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข  แต่ต้องชะงักอย่างหัวเสีย....แท้ที่จริงแจจุงรับรู้และจำเหตุการณ์ในวันนั้นได้ดี  แต่ก็ยังอยากได้ยินจากปากของจุนซู...พอฟังไป กลับกลายเป็นว่าหัวใจไม่อยากรับฟังเรื่องราวในอดีตซะอย่างนั้น...เพราะกลัวความสุขในวันวานจะตอกย้ำตัวเขาในวันนี้ที่ไม่ได้เคยค้นพบกับความสุขเลย...หลังจากวันนั้น

งั้นจะเล่าแบบย่อๆ..หลังจากนั้นฉันก็เผลอหลับไป...ตื่นขึ้นมาอีกทีก็เห็นว่ามีสร้อยข้อมือเส้นนั้นอยู่ที่ข้อมือของฉัน........แล้วสุดท้ายเราก็ต้องจากลากัน..  ประโยคท้ายส่งผลให้ใบหน้าหวานก้มลง  ก่อนภาพในอดีตจะปรากฎเป็นฉากๆผ่านการเล่าจากปากของจุนซูอีกครั้ง...

เราจะ...ได้เจอกันอีกมั้ย?’ เด็กชายหน้าตาจิ้มลิ้มเอ่ยถามเด็กชายลึกลับข้างๆกายที่นั่งเคียงข้างกันใต้ร่มไม้  ฝ่ามือน้อยเอื้อมจับมือเล็กเป็นครั้งสุดท้าย..ก่อนที่เขาจะต้องไป


ไม่รู้สิ...เราอาจจะได้เจอกันอีกครั้งด้วยความบังเอิญก็ได้  ฉันไปก่อนนะเด็กชายลึกลับเอ่ยตอบก่อนจะลุกขึ้นยืน  คงไม่เกิดเรื่องบังเอิญหรือเหตุการณ์ใดที่จะทำให้เราสองคนได้กลับมาพบเจอลาก่อน  

ภายใต้ต้นไม้ต้นใหญ่ที่ให้ความร่มรื่นเย็นสบาย  สายลมพัดผ่านอาบไล้ร่างน้อยที่ยืนมองตามแผ่นหลังของคนที่กำลังจะเดินจากไป  หัวใจที่เคยอิ่มเอิบเมื่อชั่วครู่กลับพลันหาย  เมื่อสายลมได้พัดพาช่วงชิงความสุขไป...กลับนำพาความเหงาอ้างว้างเข้ามาแทนที่ในหัวใจ

ฮึ่กก  เดี๋ยวสิ  นายยังไม่บอกชื่อของนายเลยนะ!” เด็กน้อยวัยสิบสองตัดสินใจตะโกนออกไป  ยกแขนปาดน้ำตาลวกๆ  เมื่อช่วงเวลาแห่งความสุขกำลังจะสิ้นสุดลง  สายตาเรียวเล็กที่เปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำตาเหลือบมองข้อมือตนด้วยความอาวรณ์

แม้สร้อยข้อมือเส้นนี้จะไม่มีราคา...แต่มันก็มีค่าสำหรับฉันมากนะ...ฉันจะเก็บไว้  จนกว่าจะได้เจอนายอีกครั้ง


เอาไว้เราเจอกันอีกครั้ง  แล้วฉันจะบอกนะ...ฉันสัญญา

อ้อ! แล้วนายก็อย่าลืมบอกชื่อนายด้วยล่ะ...ลาก่อน!”  ลาก่อนเพียงชั่วคราว  หรือตลอดกาล...สิ่งไหนจะเป็นตัวกำหนดกัน..เรื่องบังเอิญ  หรือโชคชะตา...เขาไม่อาจรู้ในคำตัดสิน....


พอฉันอายุได้ยี่สิบปี  พ่อของฉันก็เสียชีวิตลง...แต่ถึงอย่างไรซะ  ฉันก็ไม่อ่อนแอเหมือนในวันนั้น...เพราะฉันจะจำคำที่เด็กชายลึกลับบอกฉันอยู่เสมอ  แค่มีชีวิตอยู่ต่อไป...ก็พอแล้ว 

จบแล้วล่ะ...พอใจนายแล้วใช่มั้ย?  ขอของฉันคืนด้วยนะ  มือเล็กคว้าสิ่งที่อยู่ในฝ่ามือใหญ่โดยไว   ใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงอย่างเดิม  พลางจะล้มตัวลงนอนด้วยความเพลีย  ขณะที่เล่าไปตาก็แทบจะปิดอยู่แล้ว...แต่ก็ต้องเล่าให้จบ   เพราะกลัวว่าเขาจะจบชีวิต..

แล้วทำไมถึงเก็บมันไว้อยู่...ที่นายเล่ามาฉันไม่เห็นว่ามันจะสำคัญอะไรมากมายเลยนี่แจจุงดึงคนตัวเล็กเข้ามาใกล้  ไม่ปล่อยให้นอนสบายเพราะคำถามที่ยังคงค้างคาใจ  เหตุใดถึงเก็บของไร้ค่าแบบนี้ไว้อยู่...


ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลอะไรที่ฉันจะต้องบอกนายว่าของสิ่งนี้สำคัญแค่ไหนสำหรับฉัน..แค่ที่ฉันเล่ามานายยังไม่รู้ว่าว่ามันสำคัญยังไง..งั้นก็ปล่อยให้ฉันนอนแบบสบายเสียทีเหอะนะ  ขอร้องล่ะ  จุนซูจ้องมองคนใจร้ายด้วยสีหน้าวิงวอนและเหนื่อยอ่อนเต็มทน  ขณะที่แจจุงมองคนตัวเล็กอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง...ว่าเด็กน้อยในวันนั้น  จะนั่งอยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้...

  จู่ๆไม่รู้อะไรดลใจให้มือใหญ่ยกขึ้นลูบไล้ศีรษะกลมอย่างเบามือ  สายตาคมกำลังสื่อความหมายอะไรบางอย่างขณะจ้องมองไปยังสายตาเรียวเล็ก  แต่กระนั้นจุนซูก็ไม่สามารถรับรู้...แต่สัมผัสได้ถึงสัมผัสอ่อนโยนที่เขาไม่เคยพานพบกับคนๆนี้เลยสักครั้ง...

เขาในวันนั้นที่เอ่ยปากขอให้คนตัวเล็กมีชีวิตอยู่ต่อไป...แต่ในวันนี้เขากลับทำร้ายเด็กตัวน้อยๆในวันนั้นให้เหมือนตายทั้งเป็นอยู่ตอนนี้...

  หลังจากวันนั้นชีวิตของฉันก็เปลี่ยนไป...เปลี่ยนไปจากเดิม ราวฟ้ากับเหว  ฉันต้องทนอยู่บนโลกใบนี้ด้วยความแค้นที่รอวันชำระ...เพราะฉะนั้น...ชีวิตของนายจึงไม่ควรมาเกลือกกลั้วกับคนอย่างฉัน...แต่ในวันนี้  ต่อให้หลีกหนีสักแค่ไหน  ก็คงไม่ทันเสียแล้ว

  มือใหญ่เลื่อนลงเปลี่ยนจากการลูบไล้ศีรษะมาสัมผัสแก้มใสเพียงแผ่วเบา...พร้อมทั้งใบหน้าหล่อเคลื่อนเข้าใกล้ใบหน้าหวาน  จนริมฝีปากเกือบที่จะสัมผัสกัน...

ก๊อกๆๆๆ...

   เสียงเคาะประตูจากนอกห้องฉุดรั้งให้คนทั้งสองตื่นจากภวังค์ 

ไปเปิดประตู…”

นายก็ไปเปิดสิ...เขาอาจจะมาหานายก็ได้

จะมีใครนอกจาก ชู้ ของนาย  ไม่ไปต้อนรับเหรอไง..เผื่อครั้งนี้โชคดีวันนี้อาจจะได้ออกจากคุกก็ได้..”  แจจุงพูดกวนโทสะ..แต่กระนั้นจุนซูก็ได้แต่นิ่งเงียบไว้

คุณยูชอนน่ะเหรอ...ถ้าเขาเป็นชู้ฉันก็คงจะดีนะ...แต่บังเอิญว่า ไม่ใช่’ ”  คนตัวเล็กกระฟัดกระเฟียดลุกขึ้นยืน...สาวเท้าก้าวไปข้างหน้า  พร้อมกับเปิดประตูก็ได้พบกับร่างสูงโปร่งยืนอยู่ตรงหน้า...เป็นคุณยูชอนจริงๆด้วย

ยูชอนไม่ลืมที่จะเหลือบมองดูอีกคนในห้อง   ที่นอนสบายอารมณ์อยู่บนเตียงโดยไม่สวมเสื้อ...หัวใจแกร่งก็ถึงกับเต้นสะดุด...เมื่อเดาเหตุการณ์ก่อนหน้านี้....จุนซูคงโดนทำร้ายอีกเป็นแน่  เจ็บใจตัวเองที่ไม่สามารถช่วยอะไรคนตัวเล็กได้เลย...

สวัสดี  หนุ่มน้อย...แม่เลี้ยงของนายมาเยี่ยมน่ะ...ฉันเลยมาตาม  เสี้ยววินาทีหนึ่งเมื่อได้ยินคำนั้นก็นึกดีใจ...แต่ถึงอย่างไรเขาก็ไม่กล้าที่จะไปสู้หน้าของผู้เป็นแม่เลี้ยงในตอนนี้...เพราะเขา...คือฆาตรกรในสายตาของผู้มีพระคุณไปแล้วนี่...

ขอบคุณมากเลยนะครับ..ไปกันเถอะ  ขณะที่คนทั้งสองกำลังจะก้าวออกจากห้อง..กลับได้ยินเสียงของใครบางคนพูดตามหลังมา


ตำรวจอย่างนายอย่าใช้เมียร่วมกับคนอื่นล่ะ...เสร็จแล้วก็พา เมียของฉันมาส่งถึงห้องด้วยแล้วกัน

ใครเมียของนาย..อย่าไปฟังเลยนะครับ  ไปกันเถอะครับ  คุณมีงานต้องทำอีกเยอะ  อย่ามาเสียเวลาอยู่ตรงนี้เลย  จุนซูรีบดึงมือใหญ่ให้เดินออกมาจากนอกห้อง...ใบหน้าหวานแดงก่ำ  ไม่ใช่เพราะความโกรธ  แต่เพราะหัวใจดวงน้อยๆรู้สึกตื่นเต้นกับคำพูดเมื่อครู่ต่างหาก




3 ความคิดเห็น:

  1. อ่า อดีตของสองหนุ่มโรเเมนติกจังน้า ><
    พี่เเจรู้ว่าน้องคือเด็กคนนั้นเเล้ว ก็ยังปากร้ายกับน้องอีกนะ เเต่ก็คงเป้นเพราะว่า...หวงใช่มั๊ยล้า ฮ่าๆ

    ตอบลบ
  2. ^^ *เข้ามากระแซะ*

    ตอบลบ
  3. ฮู่วววววววววววววววววว^//////////////^ (ไม่รู้จะพูดอะไร)*อมยิ้ม*^^

    ตอบลบ