Wanted [chapter 8]
ตั้งแต่น้อยจนเติบใหญ่...เมื่อครั้นที่เขาโชคดีกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เขาตักตวงความสุขจากความโชคดีไม่ทันไร
ความโชคร้ายก็คืบคลานเข้าหาโดยไม่ทันตั้งตัว...ครั้งนี้ก็เช่นกัน ไม่รู้เขาจะซวยซ้ำซวยซ้อนไปถึงไหน...
“ปล่อย!” จุนซูพยายามสะบัดข้อมือให้หลุดจากพันธนาการ สบตามองอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว...แต่ใครจะรู้ว่าลมหายใจเขามันแทบขาดช่วง
ทั้งยังเจ้าก้อนเนื้อที่อกซ้ายมันเหมือนจะหยุดเต้นไปเสียดื้อๆ
เขากลัว..กลัวไปหมดแล้ว
“ไง...รอดมาได้เลยคิดอยากจะมาฆ่าฉันงั้นหรอ
ฮึ”
แจจุงกระตุกแขนเล็กเพียงนิดเดียว ร่างน้อยทั้งร่างก็ล้มลงทาบทับบนกายแกร่ง ใบหน้าหวานกระแทกลงบนอกอุ่น
ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองสบใบหน้าหล่อด้วยสายตาชิงชัง
ใบหน้าของคนทั้งสองใกล้กันจนอันตราย..ครั้นจะยันกายขึ้น ก็ทำไม่ได้ เมื่อแขนแกร่งโอบรัดเอวเขาไว้แน่นไม่ยอมให้ขยับเขยื้อนไปไหน
“เอาสิ...อยากจะทำอะไรฉันก็เชิญ เหมือนกับที่ฉันทำนายไว้...” มือใหญ่จงใจลูบไปมาอยู่บริเวณสะโพกอวบอิ่มแล้วลูบไล้ลงมาเรื่อยๆจนหยุดที่บั้นท้ายกลมกลึง ลูบอยู่แบบนั้นไม่ไปไหนจนคนตัวเล็กเกร็งไปทั้งร่าง ขนลุกชันเมื่อเจอสัมผัสนี้เข้า
“ม..ไม่! ปล่อยนะ! ”
ใบหน้าหวานหันหนี...หากใบหน้าเราใกล้กันเกินไปคงอันตรายต่อเขาเป็นแน่
เพียงแค่ร่างที่แทบหลอมรวมกลายเป็นหนึ่งเดียว ก็น่าหวาดเสียวพออยู่แล้ว...ทำอย่างไรดี เขาอยากกัดลิ้นตัวเองตายไปเสียตอนนี้ให้รู้แล้วรู้รอด...
มือใหญ่อีกข้างยกขึ้นลูบอยู่บริเวณต้นคอขาวเนียนก่อนจะเชยคางมนให้หันมาสบตากับเขา ลูบไล้แก้มใสจนคนตัวเล็กหลงเคลิ้มเมื่อสบสายตาคมเข้า ลมหายใจอุ่นร้อนรดรวยรินใบหน้าหน้ากันและกัน ทั้งยังสัมผัสอ่อนโยนที่ไม่เคยพานพบจากคนๆนี้เลยสักครั้ง
หารู้ไม่..ว่ามันคือกับดักล่อเหยื่อก็เท่านั้น
“อ๊ะ!”
กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ถูกมือใหญ่กดศีรษะตนลงมาจนริมฝีปากบางแนบบนริมฝีปากร้ายอย่างไม่ทันตั้งตัว จุนซูเบิกตาโพรง ไม่คาดคิดว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนไม่ทันตั้งตัวและเตรียมใจ...
“ย..หยุดนะ...ฮึ่กก..ป..ปล่อย” เสียงทักท้วงดังอื้ออึงในลำคอจนฟังจับใจความไม่รู้เรื่อง ร่างน้อยดิ้นขลุกขลักบนร่างสูง ยกมือทั้งสองข้างยันอกแกร่ง
พยายามดันตัวขึ้น...
ก็ไม่รู้ว่าไร้เรี่ยวแรงหรือร่างกายมันอ่อนระทวยกับสัมผัสนี้ไปเอง...จากที่ขัดขืนก็ทำได้เพียงอยู่นิ่งๆ
ยอมให้คนใจร้ายกลั่นแกล้งเขาเสียให้พอ
เดี๋ยวก็เบื่อไปเอง...
“ง่ายจังเลยนะ...” ริมฝีปากร้ายยอมผละออก...ใช้สายตามองใบหน้าที่เหนื่อยอ่อนของคนข้างบน..พลางยิ้มกระหยิ่มใจ...ขอแสดงความยินดีด้วยที่รอดมาได้...ถือว่านายเก่ง..คิมจุนซู
ก็ขอให้โชคดีตลอดไปแล้วกัน...แต่อยู่กับฉัน..จะโชคร้ายหรือโชคดีก็แล้วแต่นายจะคิด
“ฉันไม่ได้ยอม
และก็ไม่เต็มใจด้วย...นายต่างหากที่ดึงฉันลงมา...
บอกให้ปล่อยไง..ปล่อย!”
“อะไรกัน..ก็เห็นๆอยู่ว่าฉันเสียเปรียบนายชัดๆ นายอยู่ข้างบน
ส่วนฉัน..อยู่ข้างล่าง...นายกำลังได้เปรียบฉันนะ คิมจุนซู”
“อยากฆ่าฉันต่อก็ทำเลยสิ..บีบคอให้ตายไปเลย มัวรออะไร..” มือใหญ่จับข้อมือเล็กทั้งสองข้างวางบนลำคอตน ความหมายคือ..เมื่อในเวลานี้จุนซูเป็นฝ่ายได้เปรียบเขา ก็ควรที่จะลงมือฆ่าตามที่เจ้าตัวปรารถนา แต่คนตัวเล็กดูจะไม่เข้าใจนัก จะชักมือหนีออกจากลำคอแกร่ง แต่ไม่ช้าก็เป็นฝ่ายเสียเปรียบจนได้...
“เวลาจะฆ่าใครอย่ามัวลังเล...ไม่อย่างนั้น นายก็จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบเอง” แจจุงใช้ช่วงที่จุนซูเผลอ เป็นฝ่ายพลิกกลับขึ้นมาอยู่ข้างบนแทน มือใหญ่แหวกคอเสื้อของคนตัวเล็ก
เผยให้เห็นเนินอกนวลเนียนรวมถึงต้นคอและลาดไหล่ก็ไม่มีร่องรอยใหม่...แต่ยังคงเหลือร่องรอยเดิมที่เขาเป็นคนทำ...รอยช้ำสีกุหลาบบัดนี้ดูจางลง
“ก็ไม่รู้ว่านายเก่ง หรือไอ้พวกนั้นมันโง่ที่ปล่อยนายมา...มีเหยื่อไปส่งถึงที่แท้ๆ กลับให้รอดมาได้..”
“ใครมันจะเลวเท่านายกันล่ะ” ขัดขืนไปก็เสียแรงเปล่า เขารู้ว่าต่อไปจะเกิดอะไรกับเขา
จะต่อสู้กับคนตรงหน้าได้ก็คงจะเป็นคำพูดแดกดันเท่านั้น แต่คนอย่างแจจุงรู้สึกซะที่ไหนล่ะ...
“หึ...อย่าปากดีไปหน่อยเลย...ที่เอาตัวเองรอดมาได้ เพราะอยาก...กลับมาให้ฉันกอดคนเดียวงั้นสิ แค่คืนเดียวก็ติดใจแล้วเหรอ?”
ริมฝีปากได้รูปแนบหูนิ่มก่อนพรมจูบซับหลังใบหูลงมาเรื่อยๆจนถึงลำคอระหงษ์ จุนซูได้แต่นิ่งเงียบ
หยดน้ำตาเอ่อล้นสองขอบตาเรียว..โดยไม่ไหลอาบแก้มเลยสักหยด...แม้เสียงสะอื้นก็ไม่ดังเล็ดรอดออกจากกลีบปากบาง...แม้เรี่ยวแรงที่หลงเหลือก็ยังไม่ใช้ออกแรงขัดขืน...เพราะหัวใจดวงน้อยๆได้ถูกทำลายโดยสิ้น...ร่างกายก็ถูกทรมานเยี่ยงทาส... ความบริสุทธิ์ที่เคยใสสะอาดบัดนี้ขุ่นมัวและหมองหม่น ยังจะมีอะไรที่จะต้องเสียดาย...ชีวิตเขาไม่เคยมีค่ามาตั้งแต่แรกแล้ว
ริมฝีปากหนาทาบทับบนกลีบปากบางก่อนใช้ลิ้นร้อนแทรกผ่านเข้าสำรวจโพรงปากหอมหวานละมุนอย่างนุ่มนวล..เพราะจุนซูไม่ขัดขืน..คงไม่ต้องรุนแรงเหมือนเมื่อคืนวาน
ไฟปรารถนาโหมกระหน่ำนำพาคนทั้งคู่สู่บทรักที่แสนเร่าร้อน..ค่ำคืนที่แสนยาวนาน
ทว่าความนุ่มนวลที่ครั้งนี้คนที่ว่าเกลียดได้มอบให้กลับทำให้หัวใจดวงน้อยๆเต้นแรง
อ่อนไหว...สายตาเย็นชาที่เขาเกลียดชังคอยมองมาละลายหัวใจให้ลุ่มหลง...ส่วนลึกในหัวใจแอบหวั่นไหวกับรสสัมผัสแสนนุ่มนวลนี้...แต่ต้องน้ำตาตกใน เมื่อเสี้ยวหนึ่งในความคิด นึกได้...ว่าบทรักนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความรัก...เขายินยอมก็จริงแต่ไม่ได้เต็มใจ ทุกสิ่งทุกอย่างในสมองตีกันจนสับสน
เขาเป็นอะไรไป...คนตรงหน้าที่เขาเอ่ยปากว่าเกลียดนักเกลียดหนา...ทว่าเขากลับมีความรู้สึกเช่นนี้ให้
รู้สึกดี...หรือชินชา...แยกให้ออกนะ
คิมจุนซู
แสงสนธยาของเช้าวันที่สามสาดส่องลอดหน้าต่างเข้ามาภายในห้องทึบ ร่างแกร่งเบียดกายเข้าหาร่างบางที่นอนหันหลังให้เมื่อบทรักสิ้นสุดลง..ล้มตัวนอนกกกอด จูบซับลาดไหล่นวลเนียนด้วยความหลงใหล
คนทั้งสองไม่อาจรู้ว่าบทรักครั้งนี้ยาวนานถึงสามวันสามคืน กี่ครั้ง..ก็นับไม่ได้ สามวันที่แสนหอมหวานยังรวดร้าวไม่เท่าครั้งแรกในวันเดียวที่รุนแรงป่าเถื่อน
‘ครั้งนี้...คงจะเกินพอแล้วมั้ง..คิมอึนยอง..หวังว่าผลงานของฉันคงจะสร้างความประทับใจไม่น้อย’ ใช่ว่านึกสงสารถึงเบามือได้ขนาดนี้
หากเป็นเพราะว่าเมื่อครู่ที่สบมองเสี้ยวหน้าหวาน...กลับทำให้นึกถึงใครบางคน
ที่ไม่รู้ป่านนี้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไร...คนที่ไร้หัวใจอย่างเขา...กลับคิดถึงคนๆนั้นเหลือเกิน...
.
.
.
.
ที่ญี่ปุ่น...ณ
โรงแรมหรูแห่งหนึ่งในเกาะโอกินาวา
ภายใต้ผ้าห่มผืนหนา
ร่างเปลือยเปล่าของคนสองคนนอนกอดกระชับกาย... อาจจะเป็นเพราะตั้งแต่ไม่มีคิมจุนซูมาเป็นเสี้ยนหนามหัวใจ เขาถึงได้มินโฮมาครอบครองในที่สุด
“มีความสุขมั้ย..กับการที่โดนกอดโดยที่อีกฝ่ายไม่ได้รัก...”
“รู้สึกดีใช้ได้เลยล่ะ” เอ่ยวาจาโต้กลับทั้งที่ในใจรู้สึกแย่ไม่ได้รู้สึกดีอย่างคำพูด
“สักวันนายจะต้องทรมานและเสียใจที่ทำแบบนี้...
นายจะต้องเจ็บปวดในอ้อมกอดของคนที่เขาไม่เคยมอบหัวใจให้...
หากในตอนนี้นายมีความสุขที่ได้ร่างกายของฉันไป
ได้ครอบครองแค่ตัวฉันแต่อย่าหวังจะได้หัวใจ.. ถ้าต้องการแค่นี้ ก็อย่าปล่อยฉันให้หลุดมือไปไหนแล้วกัน” เมื่อประโยคยาวจบลง ร่างแกร่งก็โน้มตัวลงมอบจุมพิตแสนหอมหวานแต่คนที่รับสัมผัสรู้สึกขืนข่มใจ
ไม่ต้องรอให้ถึงวันนั้น
หรือวันไหน...แค่ในเวลานี้ก็เหมือนมีหนามมากมายคอยทิ่มตำ
ยอดอกทะลุถึงก้อนเนื้อที่อกซ้ายจนแทบขาดใจ...หากจุนซูไร้ซึ่งตัวตนบนโลกใบนี้เขาคงจะได้หัวใจแกร่งมาครอบครองพร้อมร่างกาย...ในนรกนั่นหวังว่าป่านนี้พี่ชายต่างสายเลือดคงเจ็บปวดทรมานปางตาย..เดี๋ยวมินโฮคงจะหมดอาลัยรักไปเอง...
“ถึงยังไงซะ..นายก็เป็นคนแรกของฉันนะ..ควรจะดีใจไม่ใช่เหรอ?”
“คนแรก...หึ กล้าพูดนะ
นายมีอะไรกับใคร คงจะพูดกับคนนั้นคนนี้ว่าเขาคือคนแรกของนายตลอดงั้นสิ” สะดุดกึกเมื่อเจอคำพูดเชิงดูถูก...เขาไม่ได้พูดโกหก
มินโฮคือคนแรกของเขาจริงๆ...ลิ่มเลือดที่เปรอะเปื้อนบนเตียงนอนยังเป็นข้อพิสูจน์ไม่ได้อีกหรือ...หรือว่า
มินโฮไม่ได้สนใจเลยสักนิด...อาจจะใช่
“ฉันดู..ร่านขนาดนั้นเลยเหรอ?” รู้สึกเจ็บอยู่ในอกเล็กน้อยเมื่อเอื้อนเอ่ยประโยคนั้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับคนไร้เรี่ยวแรง
“รู้ตัวนี่..”
เจ็บปวดยิ่งกว่าเมื่อคนที่เขาแอบรักหาว่าเขาเป็นเช่นนั้น...ก็สมควรแล้วนี่
เขามีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องอะไรอีก...แค่ได้อยู่ด้วยกันก็เกินพอแล้วไม่ใช่เหรอ...แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือหัวใจที่รอวันเติมเต็ม...แบบนี้มันย่ำแย่เสียยิ่งกว่า..
RRRrrrrrrrr..
เสียงโทรศัพท์ของคีย์ดังขึ้นติดต่อกัน...ทว่าเจ้าตัวกลับไม่ได้สนใจนอกเสียจากความเจ็บปวดที่คับแน่นในอก...จนกระทั่งมือใหญ่คว้ามือถือที่วางอยู่หัวเตียงขึ้นมาทำท่าจะกดรับสาย แต่ถูกมือเล็กแย่งไป
เมื่อเหลือบมองเบอร์ที่ปรากฎบนหน้าจอมือถือเลยกดรับสายอย่างไม่ลังเล
“มีอะไรหรอครับ..” มีเรื่องอะไรผู้เป็นแม่ถึงได้โทรมาแต่เช้าตรู่...มันต้องมีอะไรแน่ๆ
‘ลูกรู้ข่าวความคืบหน้าของแทมินบ้างมั้ย...ตอนนี้ซึงฮยอนสั่งให้คนตามตัวให้วุ่น เห็นแทมินบ้างหรือเปล่า?’
“แทมิน...ทำไมหรอครับ”
‘นี่ลูกไม่รู้เลยเหรอ...แทมินน่ะ
หนีการแต่งงานไป ไม่รู้ป่านนี้อยู่ที่ไหน
แล้วหนีไปกับใคร...เผื่อลูกจะเจอบ้าง เพราะทั้งมินโฮและลูกสนิทกับแทมินไม่ใช่เหรอ?”
“หรอครับ..ผมเพิ่งรู้ก็วันนี้แหละ...แค่นี้ก่อนนะครับ ถ้าเจอแล้วผมจะรีบโทรบอกทันที” พูดกับผู้เป็นแม่เพียงแค่นั้นก่อนจะกดตัดสายไป
พร้อมทิ้งกายลงนอนข้างๆชายหนุ่มด้วยความเมื่อยล้า
แค่เรื่องของตัวเองก็ยังจะเอาไม่รอด...ยังจะต้องมีเรื่องของคนอื่นมาติดพันอีก
“มีเรื่องอะไร...”
มินโฮเอ่ยถามด้วยความสงสัย
เมื่อได้ยินชื่อของเพื่อนสนิทมาข้องเกี่ยวในการสนทนาของสองแม่ลูกเมื่อครู่
“ก็เรื่องที่แทมินหนีการแต่งงานไปน่ะ...จริงสิ!” เขานึกขึ้นได้ว่าเมื่อสามวันก่อนเจอแทมินที่สนามบินอินชอนซึ่งมากับชายแปลกหน้า..ชู้สินะ...ดีล่ะ..เขาจะได้โทรบอกผู้เป็นแม่ ก่อนที่แทมินกับชู้รักจะหนีไปไหนไกล...จะได้สิ้นเรื่องสิ้นราวเสียที คีย์หยิบมือถือขึ้นมาอีกครั้ง
แต่ดันถูกมือใหญ่คว้าไว้
“ถ้าจะโทรไปรายงานว่าเจอแทมินล่ะก็...เชิญอยู่ที่ญี่ปุ่นคนเดียวแล้วกัน”
“หมายความว่ายังไง” มือเล็กถือโทรศัพท์ค้างไว้
“ฉันรู้เรื่องที่แทมินหนีไปตั้งแต่แรกแล้ว”
“แล้วทำไมที่สนามบินอินชอนนายถึงไม่บอกฉัน ไม่ก็โทรไปบอกพี่ซึงฮยอนสิ...ทำไมนายถึงนิ่งเฉยแบบนั้น..บ้าหรือเปล่า!” คีย์หัวเสีย
เมื่อรับรู้ว่ามินโฮรู้มาตั้งนานแล้วแต่ก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น...
“ทำไมล่ะ...คนเค้าจะไปมีความสุข จำเป็นต้องเข้าไปขัดขวางด้วยเหรอ
อีกอย่างแทมินก็เป็นเพื่อนที่ดี...ฉันอยากให้เขาได้อยู่กับคนที่เขารัก”
“อ้อ!
ลืมไป
คนอย่างนายเห็นความทุกข์ของคนอื่นเป็นเรื่องสนุกของตัวเองสินะ..เอาสิ อยากจะโทรก็โทรเลย ”
“แต่จำไว้แล้วกัน...ถ้านายกดโทรหาแม่ของนายเพื่อบอกเรื่องของแทมินเมื่อไหร่...ฉันจะไปจากนายทันที หากฉันคิดจะไป
นายก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะรั้งฉันให้อยู่กับนายต่อไป!” มือเล็กกำโทรศัพท์แน่นจนแทบแหลกคามือ...ก่อนจะโยนโทรศัพท์ทิ้งไว้ข้างๆด้วยความคับแค้นใจ
.
.
.
.
แม้จะชิงชังในอ้อมกอดนี้ แต่ก็ยอมให้คนใจร้ายกกกอดแต่โดยดี
ดวงตาเรียวเล็กปรือปรอยก่อนจะคล้อยหลับไปในที่สุด สักพักก็ได้ยินน้ำเสียงแหบพร่าละเมอพึมพำเรียกชื่อผู้ที่เป็นแม่เลี้ยงและน้องชายต่างสายเลือด...คล้ายกับเอ่ยวาจาอ้อนวอนอะไรสักอย่าง...ที่ซาตานตัวร้ายพอจะจับใจความได้ว่า...จุนซูละเมอขอโทษสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้น้องชายต้องตายจาก...
“นายนี่มันโง่จริงๆ...ละเมอขอโทษคนที่ทำร้ายตัวนายเองเนี่ยนะ...บทลงโทษของคนโง่ก็ควรจะเจอแบบนี้ล่ะ..”
แจจุงคลายอ้อมกอดออกจากกายบาง ก่อนจะยันกายลุกขึ้นนั่ง
เพราะความอยากรู้อยากเห็นเลยหยิบกางเกงของคนที่ยังนอนสลบใสลขึ้นมา
ก่อนมือใหญ่จะล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงสำรวจดูว่าคนตัวเล็กพกอะไรติดตัวมาบ้าง...
“ยาพ่น...”
หยิบสิ่งแรกที่ควานหาเจอขึ้นมาดู
สิ่งนั้นทำให้ต้องเหลือบตามองร่างที่นอนทอดกายเปลือยเปล่าบอบช้ำ...รู้ตัวอีกทีก็เกือบจะฆ่าคนที่ป่วยเป็นโรคหอบจนเกือบตาย...เสี้ยววินาทีหนึ่งในความคิดก็นึกสงสาร แต่ใครจะสนล่ะ...อยากรนหาที่เองนี่..
มือใหญ่วางยาพ่นไว้ข้างๆ
ก่อนจะล้วงสำรวจสิ่งต่อไปที่อยู่ในปราการ
คล้ายสายอะไรสักอย่าง...
เมื่อหยิบขึ้นมาเชยชม..กลับพบสิ่งที่ไม่คาดคิด ครั้นจะปล่อยให้คนข้างๆนอนหลับสบาย เห็นทีคงต้องปลุกขึ้นมาไขข้อข้องใจเสียแล้ว...
หากนี่คือเรื่องบังเอิญ..หรือจะเป็นเพราะสิ่งที่เขาไม่เคยเชื่อ….
พรหมลิขิตงั้นเหรอ? ตลกสิ้นดี..
หะๆ..พรหมลิขิต(หรือแจลิขิต= =)มันกำลังจะเกิดขึ้นแล้วล่ะ
ตอบลบ