Wanted [chapter 6]
เวลาเที่ยงวัน..
ป่านนี้ยังไม่ออกมาอีก...ตายหรือยังไงนะ...
นั่นคือคำถามแรกในหัวสมองของเขา...ครึ่งค่อนวันมาแล้ว
ยังไม่มีวี่แววว่าใครอีกคนที่นอนซมอยู่ในห้องจะออกมาเสียที...ก็ไม่ได้เป็นห่วงอะไรหรอก..กลัวจะตายอยู่ในห้องเสียมากกว่า...
แจจุงพาร่างตัวเองเดินไปที่ห้องของตน...หลังจากหาอะไรตกถึงท้อง
ให้อยู่รอดไปอีกวัน อาหารก็มีแต่เดิมๆ
ไม่รู้จักปรับเปลี่ยนซะบ้าง...บางวันแทบกินไม่ได้...เหล่านักโทษต่างรู้สึกขยาด แต่หากไม่กินก็อด แห้งตายไปในคุก ก็คงไม่มีใครสนใจหรอก...
แล้วนักโทษหน้าใหม่อย่างคิมจุนซูล่ะ..คุณหนูซะขนาดนั้น...ทั้งยังอ่อนต่อโลกเสียเหลือเกิน หวังว่าคง..ไม่ ‘กระแดะ’ ถึงขนาดไม่ยอมกินอะไรที่นี่หรอกนะ...
ร่างสูงโปร่งเปิดประตูเข้าไป
ตั้งใจจะมาบอกคนในห้องให้ออกไปกินอะไรก่อนที่จะอดตายอยู่ในนี้...สิ่งที่ปรากฏอยู่บนเตียงเขา..ทำให้ใจได้คิดไปเองเสียแล้ว
ว่าคงไม่ต้องเรียกให้ไปกินอะไร...ท่าทางคงจะอิ่มหนำสำราญอยู่บนเตียงกับใครอีกคน เมื่อคืนสงสัยคงยังไม่ ‘อิ่ม’ พอหรือยังไง...ถึงได้ให้ยูชอนเข้ามา
‘กินเศษกินเลย’ ของเหลือจากเขา…
คนทั้งสองที่นั่งอยู่บนเตียงรีบผละออกจากกัน..เมื่อเห็นใครอีกคนเปิดประตูเข้ามา
เพียงแค่เห็นหน้า...ก็แทบอยากจะกลั้นใจตายไปเสียตอนนี้ ทั้งยังคำพูดเสียดแทงเพียงสองประโยคจากคนที่เพิ่งเข้ามาช่างดูถูกเหยียดหยามเขายิ่งนัก...ปากคอเราะร้าย จิตใจต่ำทรามเท่านั้นถึงคิดแบบนั้นได้...
“เอ่อ..คุณยูชอนออกไปก่อนเถอะครับ พอดี ‘สัตว์นรก’ มันเข้ามาแล้ว...คุณไม่ควรอยู่ที่นี่ เดี๋ยวจะสกปรกเสียเปล่าๆ”
ยูชอนอึ้งที่จุนซูกล้าพูดแบบนั้น...ดูจากสีหน้าของแจจุงในตอนนี้แสดงความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
“อ้อเหรอ...ตราบใดที่นายยังอยู่ในคุกนี้
..นายก็คือ ‘สัตว์นรก’ เหมือนกันนั่นแหละ คิมจุนซู
เรามันพวกเดียวกันไม่ใช่หรอกเหรอ..”
ไม่ว่าจะกี่ครั้งที่คนใจร้ายได้เปิดปากพูด...แต่ละประโยคหากไม่ทำให้เขาเจ็บแสบ คงไม่ใช่ คิมแจจุง..
“นายพูดแรงเกินไปแล้วนะแจจุง..แล้วอีกอย่าง มันไม่ได้เป็นอย่างที่นายคิดไว้ด้วย จุนซูจะลุกไปเข้าห้องน้ำ พอดีเสียหลักฉันก็เลยรับไว้...”
“ก็ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย...จะร้อนตัวไปทำไมกัน หากอยากทำอะไรอย่างว่า ก็ประกันตัวเจ้าเด็กนี่ออกไปสิ แล้วพากันไปนอนในโรงแรมไม่ดีกว่าหรอ ตำรวจที่รักษาเกียรติยิ่งชีพอย่างนาย จู่ๆนึกคึกอยากมาเอานักโทษในคุกเนี่ยนะ..หึ”
หากเขาใจร้อน เรื่องคงไม่จบ..จึงได้แต่ปิดปากเงียบ พร้อมกับเป็นเดินฝ่ายจากไปเอง...ในใจก็อดนึกเป็นห่วงคนตัวเล็กไม่ได้...ที่อยู่ในห้องเพียงลำพังกับแจจุงแค่สองคน ไม่รู้จะเจอดีอะไรอีกหรือเปล่า...แต่เขาก็มีงานต้องสะสาง คดีใหม่ก็เข้ามาอีกแล้ว...ช้าไม่ได้
ร่างสูงโปร่งเดินเข้ามานั่งยังปลายเตียงเมื่อเห็นยูชอนออกไปแล้ว...สายตาเหลือบมองร่างเล็กที่นั่งอยู่ข้างๆ
แล้วหันไปสูบบุหรี่ต่อ
ราวกับจุนซูเป็นอากาศธาตุ...ไร้ตัวตน....สูบเข้าไปเหอะ สูบจนตายๆไปเลยยิ่งดี
จุนซูทำท่าจะลุกออกไป ยังไม่ทันไรก็ถูกแจจุงดึงเข้ามา จนร่างบอบบางนั่งอยู่บนตักแกร่งอย่างเลี่ยงไม่ได้
เหมือนจำลองเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่มีผิด..เพียงแต่คนตรงหน้านั้น สันดานไม่เหมือนกัน ต่างกันลิบลับ
“ใช้มารยาแบบนี้นี่เอง...ฉลาดนะ..ท่าทางอยากจะออกจากคุกจนตัวสั่น
หึๆ” กับยูชอนเขาเสียหลัก
แต่คนๆนี้จงใจดึงเขาแท้ๆ ยังมีหน้ามาพูดแบบนี้อีก
จุนซูพยายามดิ้นให้หลุดจากอ้อมแขนแข็งแรง
เขาขี้เกียจเถียงและสนทนากับคนๆนี้เต็มทน...ไม่รู้จะเจออะไรอีกหรือเปล่า เขาเหนื่อยแล้ว..เหนื่อยเหลือเกิน
“ระรื่นเหมือนเพิ่งได้น้ำมาเลยนะ...หรือเมื่อคืนคอแห้ง..ที่ฉันไม่ได้ให้น้ำนายกิน..เลยไปขอให้ไอ้ตำรวจนั่นมันให้น้ำแทนฉัน หืม..” น้ำอะไร เขาไม่เข้าใจ
แต่ในความหมายคงไม่ดีหรอกใช่มั้ย?
ประโยคนี้ไม่เท่าไหร่หรอก
ประโยคต่อไปแทบจะเสียการทรงตัว
“เห็นใสซื่อแบบนี้...ที่แท้ก็ ‘ร่าน’ เหมือนกันนี่” เหมือนมีเสี้ยนหนามมาทิ่มตำหัวใจดวงน้อยๆ จนเจ็บแสบกับคำพูดนั้น...การกระทำที่หยาบโลนบวกกับคำพูดที่จงใจให้เขารู้สึกแย่
...หัวใจของคนๆนี้ทำด้วยกระดาษทรายหรืออย่างไรกัน...ทำไมถึงได้หยาบขนาดนี้
...
“ปล่อยนะ! ถ้าฉันร่าน นายก็ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน ปล่อย!” ใบหน้าหวานเสหันหนี
ไม่อยากให้ใบหน้าตนชิดใกล้กับคนใจร้ายมากเกินไป...หลบแค่ไหนก็ไม่พ้น เมื่อใบหน้าหล่อเคลื่อนเข้าใกล้ กดปลายจมูกโด่งเป็นสันชิดใบหูนิ่ม
ทั้งยังกระซิบอะไรบางอย่างที่จุนซูไม่อยากฟัง...
“บังเอิญว่าฉันชอบคน ร่านๆ ซะด้วยสิ
หึๆ..”
“อยากจะรู้เหลือเกินว่าร่านแค่ไหน...พิสูจน์ให้ดูหน่อยแล้วกัน เวลาเจอฝูงผู้ชาย คนร่านๆเขาชอบวิ่งเข้าใส่...อยากรู้ว่านายจะเป็นแบบนั้นรึเปล่าๆ
หึๆ”
ไม่ว่าเปล่า
ยังลากคนตัวเล็กออกมานอกห้อง...พร้อมทั้งเดินตรงไปที่เรือนจำ
เหล่าผู้คุมมากมายกำลังควบคุมพฤติกรรมของเหล่านักโทษ ใครทำอะไรไม่ถูกใจก็โดนคนร่างใหญ่ซ้อมเกือบปางตาย โหดร้ายไม่ปราณี...ความกลัวเริ่มถาโถมเข้าที่ใจของคนตัวเล็กอีกครั้งเมื่อเห็นภาพตรงหน้า..
“ปล่อยนะ..ฮี่ก! นายจะทำอะไร!’’
จุนซูพยายามสะบัดข้อมือออกจากฝ่ามือใหญ่
แต่กลับถูกบีบแรงๆจนข้อมือเขียวช้ำเมื่อยามขัดขืน..เขาเจ็บไปหมดแล้ว
สายตาเรียวเล็กเหลือบเห็นนักโทษทั้งห้า
คือคนพวกนั้นที่จะข่มขืนเขาในวันแรก...ลางสังหรณ์เริ่มรับรู้ถึงความอัมหิต เริ่มได้กลิ่นไม่ดีแล้วด้วยสิ...
.
.
.
ที่สนามบินอินชอน
เกิดมาไม่เคยเจออะไรแบบนี้ ชีวิตที่เคยสุขสบาย
กลับต้องมาวิ่งหนีการตามล่าจากซึงฮยอนที่ส่งลูกน้องให้มาพาตัวเขากลับไปให้ได้ กว่าจะมายืน ณ จุดๆนี้ ต้องหลบซ่อน
จนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี ยังดีที่มีจินกิคอยอยู่เคียงข้างเขา วิ่งหัวซุกหัวซุนมาด้วยกัน...แต่เขากลับเห็นเป็นเรื่องสนุกไปเสียแล้ว
“คิดดีแล้วเหรอ...ที่จะไปญี่ปุ่นน่ะ...หากพวกนั้นเช็คไฟท์บินของพวกเราเข้า ก็ซวยอีกนั่นแหละ” เด็กหนุ่มเอ่ยถามขึ้นด้วยแววตากังวล หากหนีให้ตายคงไม่พ้น ก็รู้กันอยู่ว่าซึงฮยอนนั้นกว้างขวางมากแค่ไหน
ไม่ว่าจะหลบไปที่แห่งใดก็เจอพวกของซึงฮยอนแทบทั้งนั้น
เสมือนกับเครือข่ายที่ครอบคลุมไปทั่วทุกพื้นที่ไม่มีผิด...เขามืดแปดด้านไปหมดแล้ว
“นั่นสินะ..แต่ยังไงซะ พวกเราก็มีพาสปอร์ตแล้วนะ...อีกอย่าง..ฉันอยากไปเที่ยวด้วยอ่ะ
แหะๆ”
“นายยังมีกะจิตกะใจอยากจะไปเที่ยวอีกหรอแทมิน...ไม่เห็นนายจะรู้ร้อนรู้หนาวบ้างเลยนะ ยังระรื่นอยู่ได้ วิ่งหนีการตามล่านะ ไม่ใช่มาเล่นวิ่งไล่จับ” มือใหญ่ผลักหัวกลมมนไปหนึ่งที
แทมินถึงกับเซไปตามแรงผลัก
คนทั้งสองที่กำลังหยอกล้อกันสนุกสนาน
กับชะงักค้างเหมือนถูกสตาฟไว้กับที่ เมื่อได้ยินน้ำเสียงคุ้นเคยเอ่ยทักขึ้น
“เมื่อวานเพิ่งแต่งงานกับพี่ซึงฮยอน...วันนี้กลับจะไปเที่ยวกับชายอื่น นายนี่ ไม่เบาเลยนะ..แทมิน” คีย์เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าของคนทั้งสอง มินโฮจำต้องเดินตามคีย์มาอย่างไม่เต็มใจนัก...
คีย์สวมแว่นกันแดดสีดำเพื่ออำพรางใบหน้า
สวมหมวกปิดหน้าปิดตา.. หิ้วกระเป๋าใบโตรวมถึงของอะไรต่อมิอะไรพะรุงพะรังไปหมด
ไม่วายของเหล่านั้นยังให้คนร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างๆ ถือเสียด้วยสิ จะย้ายไปอยู่ประเทศไหนถาวรหรือเปล่าเนี่ย...
แต่งตัวมาซะขนาดนี้คงไม่อยากให้ใครจำตัวเองได้ล่ะสิ...กลัวนักข่าวจะแห่กันมา เมื่อเห็นลูกคนเล็กตระกูลคิมยังมีชีวิตอยู่
ตอนนี้ใครก็ต่างเข้าใจว่าพี่จุนซูร้ายถึงขนาดฆ่าน้องชายตัวเอง อย่านึกว่าฉันไม่รู้นะคีย์ ว่านายน่ะ..มันอสรพิษชัดๆ
“นายก็..ไม่เบาเหมือนกันนี่ อุตส่าห์วางแผนซะดิบดี
เพื่อให้พี่จุนซูติดคุก...แล้วคิมคิบอมตายไปแล้วไม่ใช่หรอ..เอ๊ะ! ทำไมยังมายืนหน้าสลอนอยู่ตรงนี้ได้...สงสัยคงจะเป็นพวกสังพเวสีล่ะมั้ง มากลางวันแสกๆเชียว ” จินกิที่ยืนฟังถ้อยคำเสียดสีของคนรักก็ถึงกับหลุดขำออกมา...แต่ต้องเก็บอาการไว้เมื่อเห็นคีย์หันมาตีหน้ายักษ์ใส่
“นี่นาย! ถ้ายังจะปากดีอย่างนี้อีก
ฉันสั่งเก็บนายแน่ อ้อ! ทำตัวให้มันเหมือนกับหน้าตาที่ใสซื่อหน่อยล่ะ...กลับไปหาสามีตัวจริงของนายซะ...อย่ามัวมาร่อนอยู่กับผู้ชายอื่น..” ว่าแล้วก็เชิดหน้าหนีพร้อมควงแขนแกร่งของคนร่างสูงพลางรั้งให้เดินตามตนมา มินโฮจำต้องเดินตามอย่างเลี่ยงไม่ได้ คนอะไร..ทั้งร้ายและเอาแต่ใจ เกลียด...แต่ก็หนีไม่พ้น
คีย์นั้นยังไม่รู้ ว่าซึงฮยอนส่งคนมาตามหาแทมินให้วุ่น...เพราะวันๆมัวแต่ตามมินโฮไปทุกที่ไม่ยอมให้คลาดสายตา...ทำให้แทมินและจินกิถึงกับใจชื้นที่คีย์ไม่เอ่ยถามพวกเขาที่พากันหนีออกมา..หากคีย์รู้ป่านนี้คงโทรเรียกให้คนมาลากตัวเขากลับไปในนรกนั่นอีก
“แล้วนี่..นายกับมินโฮจะไปไหน” ลองถามเพื่อหยั่งเชิง คงจะไม่ไปที่เดียวกับเขาหรอกมั้ง..
“ไปญี่ปุ่นน่ะแทมิน...พอดีโดนบังคับ” มินโฮหันหลังกลับมาตอบอย่างเบื่อหน่ายเต็มทน...ไม่ได้สนใจว่าในตอนนี้คีย์จะมีสีหน้าเช่นไร..แน่นอน ว่าคีย์ไม่ชอบใจกับคำพูดของมินโฮเมื่อครู่ มันเหมือนกับหักหน้ากันชัดๆ...
ร่างเพรียวบางรีบดึงคนร่างสูงให้หยุดเสวนากับเด็กอมมือเสียที อีกไม่กี่อึดใจก็ถึงเวลาขึ้นเครื่องแล้ว...คราวนี้ล่ะ
เขาจะได้ไปมีความสุขที่ญี่ปุ่นกับมินโฮเสียที
แม้อีกคนจะเหมือนตกนรกทั้งเป็นก็ตาม..แต่ใครจะสนล่ะ...ในเมื่อมินโฮอยู่ในกำมือเขาแล้ว...เรื่องอะไรจะปล่อยให้หลุดลอยไปง่ายๆ ไม่มีทางซะหรอก..
แทมินและจินกิยืนมองแผ่นหลังของคนทั้งสองที่เพิ่งเดินจากไป..พลางนึกในใจสงสัยคงต้องทิ้งพาสปอร์ตเสียแล้ว...ดันไปที่เดียวกันซะได้ ขืนพวกเขาไปญี่ปุ่น
คีย์คงรู้เรื่องราวทั้งหมดเข้าสักวันแล้วส่งคนมาตามตัวเขาให้กลับมาอีก...ไม่เสี่ยงดีกว่า
“จินกิ..ทำไงดีล่ะ สงสัยพวกเราคงไปญี่ปุ่นไม่ได้แล้วล่ะ...โชคดีที่เรายังมีเงินติดตัวกันมาเยอะพอสมควร...ฉันว่า..คงต้องยกเลิกแล้วล่ะ ไปที่โน่นคงไม่ปลอดภัยแน่ๆ”
“อยู่ที่ไหนก็ไม่ปลอดภัยหรอก ทางที่ดีตอนนี้เราหาที่หลบซ่อนกันก่อน แล้วค่อยมาคิดอีกทีว่าจะหลบหนีไปประเทศไหน ที่มันพอจะปลอดภัยสำหรับพวกเรา”
.
.
.
.
นักโทษชายทั้งห้าเมื่อเห็นแจจุงก็เกิดอาการหวาดกลัวไม่น้อย...จะมาหาเรื่องกันหรือเปล่า
พวกเขาก็ไม่อาจทราบได้..แต่จะลากนักโทษหน้าหวานที่เมื่อวันวานจะโดนพวกเขาข่มขืนมาทำไม....น่าสงสัยนัก
“ปล่อยฉันนะคนเลว จะทำอะไร ฮึ่ก!”
น้ำเสียงสั่นพร่าปนสะอื้นไห้หากใครเห็นเข้าคงจะสงสารคนตัวเล็กไม่น้อย
ยิ่งเนื้อตัวสะบักสะบอม สีหน้าซีดเผือด
แถมร่องรอยฟกช้ำจากการกระทำป่าเถื่อนของคนข้างๆ
ช่างน่าเวทนาต่อสายตาของใครหลายๆคน แต่ทว่าในคุกนี้ ใครเล่า
จะสงสารและเห็นใจ...มีแต่จะคอยซ้ำเติมกันเสียมากกว่า
เหล่าผู้คุมที่ว่าใหญ่และโหดที่สุดในเรือนจำ...ทว่าเมื่อยามเห็นแจจุงก็เกิดอาการหวั่นๆไม่น้อย
จนแจจุงถึงกับแสยะยิ้ม...ขี้กลัวแบบนี้
ควรจะหางานใหม่ทำได้แล้วล่ะมั้ง...ยังมีหน้ามาควบคุมนักโทษ..สักวัน ไม่ช้าก็เร็ว
คงมีข่าว นักโทษชายได้แหกคุกกันบ้างล่ะ
ยังดีที่ไอ้นักโทษสวะพวกนี้มันยังกลัว...แต่กับเขา...จะให้กลัวไอ้เหล่าผู้คุมปัญญาอ่อนพวกนี้เนี่ยนะ..ไม่มีวันซะหรอก
“บางทีมัวแต่อุดอู้อยู่ในห้อง ก็กลัวนายจะเฉาตายไปซะก่อน...”
“งั้นลองแบบหมู่ดูมั้ยล่ะ? หวังว่าคงจะถูกใจนะ..ขอให้โชคดี”
“นี่นาย...อย่าบอกนะที่พาฉันมานี่เพราะ...ฮืออ..ขอร้องล่ะ
อย่าทำแบบนี้เลยนะ ฮึ่ก” ร่างบางเริ่มกระจ่างในคำพูดของแจจุงที่ส่อเจตนารมณ์ไปในสิ่งที่เขาไม่ต้องการ
และไม่อยากให้เกิดขึ้น... จุนซูร้องไห้อ้อนวอนคนตรงหน้าพลางเหนี่ยวรั้งแขนแกร่งไว้ ทีแบบนี้จะมาขอร้องอ้อนวอน ทีเมื่อคืนเห็นยังทำปากเก่งอยู่เลยนี่...
แจจุงไม่ได้สนถ้อยคำร้องขอ..
ไม่ได้มองสีหน้าเว้าวอนอย่างน่าสงสารของคนตัวเล็กเลยสักนิด...แต่กลับเอ่ยประโยคอะไรบางอย่าง ที่นักโทษชายทั้งห้าถึงกับยิ้มกริ่ม..
“พอดีแวะเอาของเหลือมาให้...วันนั้นคงจะหงุดหงิดมากเลยสิ..งั้น...พวกแกไปจัดการต่อให้เสร็จแล้วกัน”
“ถ้าเสร็จแล้ว...พาเจ้านี่มาส่งที่ห้องฉันด้วยล่ะ...ขอให้สนุก..”
คจจ!!!นายมันเลว!>[]<//
ตอบลบ(ด่าไปเลย พี่แกไม่รู้(สึก)หรอกกก =O=)